14 ส.ค. 2556

จากเครื่องมือโสตสู่เทคโนโลยีการศึกษา

เทคโนโลยีการศึกษาทั้งในรูปของ Hardware และ Software รวมทั้ง Techniques หรือวิธีการต่าง ๆ นั้นส่วนมากไม่ได้ตั้งใจสร้างขึ้นหรือคิดขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ทางการศึกษา การนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้เพื่อการศึกษานั้นส่วนมากจึงเป็นการประยุกต์จากเทคโนโลยีที่คิดค้นและพัฒนาเพื่อจุดประสงค์อื่น การปรับเปลี่ยนเพื่อประยุกต์เทคโนโลยีมาใช้ทางการศึกษาหรือเป็นสื่อการสอนจึงต้องใช้เวลาสำหรับพัฒนาการของเทคโนโลยีเหล่านั้นดังตัวอย่างต่อไปนี้
สื่อการสอน (Instructional Media) แต่เดิมหมายถึงเครื่องมือโสตทัศนศึกษาต่าง ๆ (Audiovisual Aids) ที่ใช้ในระดับประถมและมัธยมศึกษาที่ทำหน้าที่บริการและช่วยการสอนของครู ในช่วงปี ค.ศ. 1900-1910 พิพิธภัณฑ์ในโรงเรียนได้ใช้อุปกรณ์โสตทัศน์เหล่านี้ในการแสดงหรือเผยแพร่ความรู้ โดยจุดประสงค์ของพิพิธภัณฑ์ก็เพื่อช่วยให้การสอนในโรงเรียนมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
พิพิธภัณฑ์ในโรงเรียนแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1905 ชื่อ St.Louis Educational Museum เป็น Museum ที่ใช้รถม้าลากไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ในรถม้าลาก (Horsedrawn Wagons) จะประกอบไปด้วยสื่อการสอนต่าง ๆ เช่น ภาพเขียน แผนที่ และแผนภูมิ เป็นต้น
การใช้ภาพยนตร์เพื่อการศึกษาเริ่มขึ้นในระยะเวลาเดียวกัน ภาพยนตร์ส่วนมากที่ใช้เพื่อการศึกษาเกี่ยวกับการละคร อุตสาหกรรม หรือผลงานของรัฐบาล เครื่องฉายภาพยนตร์ในรุ่นแรก ๆ ได้พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Bell and Howell ในปี ค.ศ. 1907 เช่นเดียวกับสื่ออื่น ๆ ในช่วงเริ่มต้นนี้ภาพยนตร์จะใช้ประกอบการสอนมากกว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเป็นบทเรียนสำเร็จในตัวในช่วงปี ค.ศ. 1900-1925 การใช้อุปกรณ์เรียกว่าเป็นอุปกรณ์ทัศนศึกษา หรือ Visual Instruction or Visual Education เพราะเสียงที่ใช้ในภาพยนตร์ยังไม่ได้รับการพัฒนาจนถึงปลายของ ค.ศ. 1900 ซึ่งมีสถานีวิทยุและการบันทึกเสียงได้ จึงเกิดเป็นการเรียกอุปกรณ์ประเภทนี้ว่าโสตทัศนศึกษาหรือ Audiovisual Instruction
การพัฒนาของวิทยุศึกษาเริ่มในช่วงปี ค.ศ. 1925-1935 และหลังจากปี ค.ศ. 1935 มาแล้ว วิทยุศึกษาที่ใช้ในโรงเรียนเริ่มลดลงจนถึงปัจจุบันจะเห็นโทรทัศน์ในสถานศึกษามากกว่าวิทยุเสียแล้ว ส่วนวิทยุนั้นสถานศึกษาได้มีสถานีส่งวิทยุของตนเองและใช้ในการสอนวิชาการวิทยุและให้ข่าวสารและบันเทิง แก่สมาชิกและชุมชนโดยรอบ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การใช้สื่อการสอนในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างมากเพราะขาดแคลนอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ เนื่องจากได้ถูกแปลงไปใช้เพื่อกิจกรรมทางการทหารเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลอเมริกันได้ทุ่มงบประมาณจัดซื้อ เครื่องฉายภาพยนตร์ประมาณ 55,000 เครื่องและผลิตภาพยนตร์เพื่อการฝึกทหาร 457 เรื่องมูลค่าประมาณกว่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะนั้นทำให้มีการตื่นตัวในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและวงการทหารเป็นอย่างมาก
“Viewgraph” เป็นชื่อแรกของบริษัทผลิตเครื่องฉายข้ามศีรษะ ซึ่งชื่อนี้ยังติดปากทหารอเมริกัน (รุ่นสงครามโลก) และบุคลากรที่ใช้เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะหรือ Overhead Projector นี้โดยมักจะเรียกว่า Viewgraph ตามชื่อของบริษัทผู้ผลิต ในระหว่างสงครามนี้ Viewgraph ได้รับการพัฒนามาจากกองทัพเรือสหรัฐ (U.S. Navy) เพื่อใช้ในการฉายแผนที่และสรุปรายงาน โดยนำมาใช้แทนเครื่องฉายภาพทึบแสงหรือ Opaque Projector เพราะสามารถที่จะเขียนลงไปบนแผ่นใสได้ปัจจุบัน Overhead Projector หรือเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะเป็นที่รู้จักและใช้กันในฐานะที่เป็นอุปกรณ์ทางด้านโสตทัศนศึกษาอย่างหนึ่ง
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงมีการขยายตัวของการใช้อุปกรณ์โสตทัศนศึกษากันมากขึ้น เพราะการใช้ในระหว่างสงครามให้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในขณะเดียวกันการวิจัยทางด้าน Audiovisual ได้เกิดขึ้นเพื่อจะหาหลักการและทฤษฎีที่สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้ได้ อย่างไรก็ตามผลการวิจัยยังไม่เป็นที่สนใจของผู้ใช้มากนักใน
ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1950-1960 ผู้นำทางด้าน Audiovisual ได้มีการเคลื่อนไหวให้เกิดความสนใจในรูปแบบและทฤษฎีของการสื่อสารขึ้น ซึ่งวิธีการสื่อสาร (Communication) ได้ถูกนำมาเป็นจุดสำคัญของการศึกษา โดยให้ความสำคัญว่าในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น ควรจะเน้นกระบวนการของการรับรู้สารมากกว่าการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อจะนำส่งสารอย่างที่คุณสมบัติของอุปกรณ์ต่าง ๆ มีอยู่
โทรทัศน์เพื่อการสอนเริ่มมีบทบาทในช่วงเดียวกันในปี ค.ศ. 1952 โดย Federal Communications Commission ของสหรัฐอเมริกาได้จัดช่องสัญญาณโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขึ้นจำนวน 242 ช่อง ในขณะเดียวกันมูลนิธิ Ford (Ford Foundation) ได้สนับสนุนให้ทุนทางด้านโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขึ้น เริ่มมีการสอนทางโทรทัศน์ทั้งออกอากาศและวงจรปิดกับผู้เรียน ในปัจจุบันรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาจะจัดอยู่ในรูปของวีดิทัศน์ (Videotape) จอโทรทัศน์ได้ถูกนำมาใช้แทนจอภาพยนตร์ในการดูสาระสำคัญทางการศึกษาต่างๆ ภาพยนตร์การศึกษายังคงมีปรากฏในขนาด 16 mm หรือในรูป Videotape
บทเรียนโปรแกรมเริ่มเกิดขึ้นจากผลงานการศึกษาของนักจิตวิทยา B.F. Skinner ในระหว่าง ค.ศ. 1950-1960 เนื่องจากอุปกรณ์การสอนส่วนมากที่กล่าวถึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนรู้ทำให้เกิดความคิดเรื่องของเทคโนโลยีทางการสอนขึ้น Skinner ได้เริ่มให้ความสนใจกับอุปกรณ์อย่างหนึ่งเรียกว่า “Teaching Machine” ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาลงในกระดาษเรียกว่า บทเรียนโปรแกรมหรือ Programmed Texts บทเรียนโปรแกรมได้รับความนิยมสูงสุดในระหว่างปี ค.ศ. 1960-1970 และเป็นแนวทางของการสร้างสรรค์งานเทคโนโลยีทางการสอนต่างๆ ที่ตามมา เช่น Audio-tutorial System และ Individualized Instruction ต่าง ๆ
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในช่วง ค.ศ. 1970-1980 ได้ใช้พื้นฐานการสร้างบทเรียนจากบทเรียนโปรแกรมบทเรียนโปรแกรมและวิธีการเรียนด้วยตนเองต่าง ๆ ได้ค่อย ๆ จางหายไปจากการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนโดยมีคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนช่วยในการเรียนการสอน ซึ่งไม่ได้ใช้หลักการของ Skinner อย่างเดียวกับบทเรียน โปรแกรมแต่เป็นการผสมผสานหลักและวิธีการเรียนรู้ต่างๆ ไว้ด้วยกัน ในปัจจุบันเกือบทุกโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน และสัดส่วนระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับผู้เรียนเริ่มเข้าใกล้กันมากขึ้นทุกขณะอีกด้วย
ตำราเรียนยังคงเป็นแห่งวิชาการให้ผู้เรียนได้ใช้ศึกษาอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง Overhead Projector ได้เข้ามาประจำในห้องเรียน โดยครูนำมาใช้แทนกระดานดำ ส่วน Videotape ทางการศึกษาได้ถูกนำมาแทน Film ภาพยนตร์เพราะสะดวกและราคาถูกในการใช้งานทางการศึกษา ส่วน Filmstrips, Slides และ Audiotape ตลอดจนสิ่งพิมพ์ต่างๆ ยังคงนำมาใช้ในการสนับสนุนการเรียนด้วยตนเอง โดยจัดไว้ในศูนย์การเรียนและห้องสมุด
ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งเทคโนโลยีทางการสอนเหล่านั้นได้สร้างเสริมประสบการณ์ให้กับผู้เรียนและมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้มากและใช้เพื่อเป็นเครื่องช่วยประกอบการเรียนการสอนที่ครูนำมาใช้ แต่สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยไปเป็นส่วนมาก เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทสำคัญทางการศึกษา ถึงแม้ว่าแรกเริ่มของการการคิดค้นคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั้นไม่มีจุดประสงค์จะนำมาใช้เพื่อเป็นเทคโนโลยีสำหรับการศึกษาและการเรียนรู้เหมือนเช่นเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาในอดีต จากนี้เป็นต้นไปควรจะเป็นเวลาที่จะคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่แท้จริงดูบ้าง
รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
·          


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น