30 ส.ค. 2556

7 เทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่องค์กรต้องปรับตัว


technology-for-company-organizationเมื่อวันที่  14 สิงหาคม 2556ที่ผ่านมา เอคเซนเชอร์ ได้จัดทำรายงานการวิจัยใหม่เรื่อง “วิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีแห่งปี 2556 (The Accenture Technology Vision 2013) พร้อมนำเสนอ  7 เทรนด์เทคโนโลยี ที่องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและซอฟท์แวร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคดิจิตอลแล้ว 
  • ยกระดับสร้างความสัมพันธ์มิติใหม่กับลูกค้าในยุคดิจิตอล
เทคโนโลยีช่วยให้องค์กรสามารถเข้าใจลูกค้าได้ดีกว่าที่เคยมีมา แต่หลายองค์กรยังไม่ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นและลึกซึ้ง และเพิ่มความภักดีของลูกค้าอย่างเต็มที่ ซึ่งเทคโนโลยีโมบายล์คอมพิวติ้ง เครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค และบริการที่ออกแบบหรือนำเสนอตรงตาม    ความต้องการและลักษณะการทำงานของลูกค้านั้น ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถติดต่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันบริษัทหลายรายกลับมองว่าช่องทางเหล่านี้เป็นเพียงช่องทางการติดต่อสื่อสารหรือการทำธุรกรรมมากกว่าเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
accenture    นายนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย เอคเซนเชอร์ กล่าวว่า “องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยมีศักยภาพในการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาและยกระดับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่ให้เป็นเพียงการติดต่อทำธุรกรรมโดยทั่วๆ ไป แต่เป็นการสร้างสัมพันธภาพกับกลุ่มลูกค้าแบบเฉพาะตัวที่มีความแน่นแฟ้น โดยการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเชิงลึกและช่องทางดิจิตอลต่างๆในการเข้าถึงข้อมูล จะทำให้เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์  กับลูกค้าอย่างลึกซึ้งมากขึ้น  ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์มิติใหม่นี้จะทำให้บริษัทไทยต่างๆ ต้องมี  การปรับเปลี่ยนวิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมทั้งปรับกลยุทธ์การเจาะตลาดใหม่ เพื่อดำเนินการแบบของไอทีและฝ่ายธุรกิจต่างๆ”
  • วางแผนเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ เพื่อข้อมูลที่ “ใช่”
ซอฟท์แวร์แอพพลิเคชั่นระดับองค์กรในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบให้มีฟังก์ชั่นเฉพาะเพื่อรองรับข้อมูลที่สนับสนุนฟังก์ชั่นนั้นๆ  องค์กรจึงมักพบว่า ข้อมูลที่ตนมีอยู่ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ เนื่องจากไม่มีการวางแผนการเก็บข้อมูลที่ธุรกิจต้องการตั้งแต่เริ่มแรก   ดังนั้น องค์กรยุคใหม่ต้องมีกลยุทธ์สำคัญในการได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกซึ่งเป็นข้อมูลที่ธุรกิจของตนต้องการอย่างแท้จริง  โดยเริ่มจากการการวางแผนและออกแบบแอพพลิเคชั่นเพื่อได้ข้อมูล    “ที่ถูกต้อง” และให้ความสำคัญกับข้อมูลเป็นเสมือนสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนผลสัมฤทธิ์ในการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรมีมีแต้มต่อเหนือคู่แข่ง
  • นำข้อมูลมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว (Data Velocity)
นอกจากความหลากหลาย (variety) และปริมาณอันมหาศาล (volume) ของข้อมูลแล้ว ความเร็ว (velocity) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บริษัทต่างๆ ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง  ด้วยรูปแบบการทำงานได้ทุกที่ (mobility) และการบริโภคไอทีกันอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดการคาดหวังของผู้บริโภคในการเข้าถึงข้อมูล    ที่รวดเร็วฉับไวและการนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ โซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลความเร็วสูง เทคโนโลยี in-memory computing  การวิเคราะห์ข้อมูลสุดล้ำ ระบบดาต้าเวอร์ช่วลไลเซชั่น ระบบการสอบถามข้อมูล (streaming data querying)  ทำให้สามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้ในการตัดสินใจและดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว  ดังนั้น ทักษะในการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละองค์กรจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้มาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วฉับไวก่อนที่จะสูญเสียโอกาสดีๆ ไป

  • ใช้ ‘โซเชียล’ ในการทำงานภายในองค์กร  
การนำกลไกแบบ ‘โซเชียล’ ที่พนักงานมีความคุ้นเคยและใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว มาใช้ในกระบวนการทำงานและสื่อสารภายในองค์กร  จะสามารถเพิ่มประสิทธิผลใน  การทำงานได้มากขึ้น ดังนั้น การประสานงานในการทำงานอย่างราบรื่นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้โซเชียลมีเดียของพนักงาน แต่ต้องเกิดจากการขับเคลื่อนให้งานและกระบวนการต่างๆเป็นไปในรูปแบบ ‘โซเชียล’ ยิ่งขึ้น

  • ขับเคลื่อนการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นระบบเครือข่ายด้วยซอฟท์แวร์
ปัจจุบัน ธุรกิจต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของระบบ                 แอพพลิชั่น เครือข่าย และช่องทางการสื่อสารต่างๆ  ส่งผลให้การควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลเป็น                สิ่งหนึ่งที่ท้าทายที่สุดของฝ่ายไอทีในองค์กร   การทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นหรือระบบเสมือนของเครื่องเซิร์ฟเวอร์อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีด้านอื่นๆ  ทำให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่ระบบเครือข่ายส่วนใหญ่ยังไม่มีการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นแต่อย่างใด โซลูชั่น software-defined networking หรือ SDN เป็นโซลูชั่นการจัดการเครือข่ายโดยใช้ซอฟท์แวร์แทนระบบฮาร์ดแวร์ เพื่อให้องค์กรต่างๆมีความคล่องตัวในการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งยังสามารถตั้งค่าการต่อเชื่อมของระบบต่างๆ ได้ใหม่โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนคุณสมบัติตามปกติที่มีอยู่เดิม  ดังนั้น ธุรกิจต่างๆ จึงสามารถดูแลและบริหารการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ผนวกรวมบริการคลาวด์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้านระบบเครือข่ายได้เพิ่มขึ้น

  • มาตรการรุกและตั้งรับภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ยุคใหม่
แม้ว่าเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยจะมีพัฒนาการที่ล้ำหน้าอย่างมาก แต่การป้องกันธุรกิจในยุคดิจิตอลยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง  ช่วงนี้ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ได้แพร่ขยายลุกลามสู่   อุปกรณ์ที่มีหลากหลายขึ้น ผู้ใช้งานที่มีจำนวนมากขึ้น และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายกว้างขึ้น  ดังนั้น                การรักษาความปลอดภัยระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพที่สุดจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุกที่เป็นมากกว่า               การป้องกัน ฝ่ายไอทีไม่เพียงต้องอัพเดทความรู้เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยอยู่เสมอ แต่จะต้องรู้เท่าทันและรู้จักกับผู้คุกคาม  สามารถปรับเปลี่ยนมาตรการป้องกันขององค์กรให้สอดคล้องกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นด้วย  ทั้งนี้องค์กรต้องใช้สถาปัตยกรรมระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีที่มีความยืดหยุ่น และมีมาตรการป้องกัน”เชิงรุก” เพื่อจัดการและรับมือกับการคุกคามในรูปแบบต่างๆ

  • เพิ่มคุณค่าแก่ธุรกิจด้วยเทคโนโลยีคลาวด์  
เทคโนโลยีคลาวด์มาพร้อมกับคุณประโยชน์อันมหาศาล และพร้อมช่วยเหลือบริษัทต่างๆ พัฒนาธุรกิจของตนให้แตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่ง สามารถนำสินค้าและบริการออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ
การทำงานมากขึ้น และตอบสนองโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น   ถึงเวลาที่ธุรกิจต่างๆ ต้องถามตนเองแล้วว่า “เราควรใช้เทคโนโลยีคลาวด์อย่างไร?” มากกว่า “ทำไมเราจึงต้องใช้เทคโนโลยีคลาวด์?”  องค์กรหลายแห่งได้ติดตั้งเทคโนโลยีคลาวด์บนระบบไอทีแบบเดิมและนำไปใช้กับซอฟท์แวร์ที่มีอยู่เดิมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมแบบ “ไฮบริด” ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวนั้น องค์กรดังกล่าวต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้องและชัดเจนและสามารถเข้าถึงทักษะ สถาปัตยกรรม การกำกับดูแล และการรักษาความปลอดภัยของแอพพลิเคชั่น แพลตฟอร์ม และระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่อยู่ในระบบคลาวด์
“ปัจจุบัน ความท้าทายที่แท้จริงของธุรกิจไทยในยุคดิจิตอล คือ การสร้างโมเดลธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและสามารถรองรับสภาพแวดล้อมที่ใช้ซอฟท์แวร์และแอพพลิเคชั่นเป็นแรงขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่น และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จดังกล่าว องค์กรต่างๆ ต้องนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่ยังไม่มีการจัดระเบียบและมีปริมาณมหาศาล เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดและสามารถนำมาใช้     ขับเคลื่อนธุรกิจของตนให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ใช้โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างเต็มที่ เพิ่มความภักดีของลูกค้า และสร้างผลสัมฤทธิ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น”  นนทวัฒน์ กล่าวปิดท้าย

อันดับของความเร็วอินเทอร์เนตแต่ละประเทศ

internet-speedจากที่ได้เคยนำเสนอในครั้งก่อนเกี่ยวกับ ข้อมูลสถิติการใช้งานอินทอร์เนตในประเทศไทย เมื่อ 200 วัน ที่เสนอโดย speedtest.net แล้วว่าแรงแค่ไหน แต่คราวนี้เราจะนำเสนอ ความเร็วของอินเทอร์เน็ตของแต่ละประเทศกัน ว่าประเทศไหนได้ใช้เนตแรงที่สุด ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2013 และความเร็วเนตเค้าต่างจากประเทศไทยหรือไม่? 
South_Korea_and_Japan_Top_Internet_Speed_Ranking_q1_2013ข้อมูลจากกราฟที่นำเสนอโดย Akamai และมาทำเป็นกราฟโดย statista และ mashable จะเห็นได้ว่า ประเทศเกาหลีใต้ ใช้อินเทอร์เนตโดยความเร็วเฉลี่ย สูงทีสุดในโลก โดยทำความเร็วเนตเฉลี่ย 14.2 Mbps   อันดับ 2 ได้แก่ญี่ปุ่น ด้วยความเร็วเฉลี่ยอินเทอร์เนต 11.7 Mbps   อันดับ 3 ได้แก่ฮ่องกง ด้วยความเร็วเฉลี่ยอินเทอร์เนต 10.9 Mbps ซึ่งความเร็วเน็ตที่ได้ 3 ประเทศนี้ กลับแรงกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำความเร็วเฉลี่ยอินเทอร์เนตอยู่ที่ 8.6 Mbps
ในส่วนความเร็วอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยทั่วโลกนั้น อยู่ที่ 3.1 Mbps
ข้อมูลจาก statista

สัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เนต ทั่วโลก พบว่า 17.4% มาจากมือถือ!

Mobile_internet_traffic_2013สำหรับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน โดยเฉพาะคนไอที ก็ต้องใช้งานอินเทอร์เนตแทบทุกวันอยู่แล้ว วันนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเข้าถึงอินเทอร์เนต  ทั่วโลก  พบว่า 17.4% นี้ มาจาการใช้งานอินเทอร์เนตผ่านอุปกรณ์พกพา 
Mobile_Devices_internet_traffic_2013หากแบ่งเป็นทวีปโซนต่างๆ จะพบว่าทวีปเอเชีย มียอดการใช้งานอินเทอร์เนต ผ่านทางมือถือหรืออุปกรณ์พกพาสูงที่สุดเป็นอันดับ 1    ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ ทวีปแอฟริกา    อันดับ3 ได้แก่ ทวีปอเมริกาเหนือ   อย่างไรก็ตาม ทุกทวีป มีปริมาณการใช้งานเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์พกพา เพิ่มสูงขึ้น  โดยเฉพาะทวีฟแอฟริกา  มียอดการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ  เมื่อเดือน กรกฎาคม 2013 กลับเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับ เดือน กรกฎาคม 2012 ยอดสูงกว่าทวีปอื่นๆด้วย
แล้วคุณใช้งานอินเทอร์เน็ต ผ่านมือถือ หรืออุปกรณ์พกพามากน้อยแค่ไหน ? 

9 อันดับ มือถือสมาร์ทโฟนที่นิยมมาขายตลาดมือสอง แล้วได้มูลค่าสูงสุด

คุณต้องการถอยเครื่องใหม่มั้ย ? ให้ได้สมาร์ทโฟนสุดล้ำทันสมัยสุดๆ มาอยู่ในมือแบบง่ายๆ โดยนำเครื่องสมาร์ทโฟนเครื่องเก่าที่ตรงกับความต้องการของผู้คนที่ต้องอยากได้สมาร์ทโฟนแรงๆแบบไม่จำเป็นต้องใหม่ ทางออกที่ลดภาระเรื่องค่าใช้จ่ายของเราในการจ่ายมือถือราคาเต็ม หรือผ่อน ก็คือนำมือถือเก่าแบบรุ่น Top มาขายต่อ ในตลาดมือสอง วันนี้มาดูกันว่าคนส่วนใหญ่นิยมขายมือถือเก่ารุ่นไหนมาเทรดมือสองกันบ้าง และได้มูลค่าเครื่องเท่าไหร่ 
Resale-smartphone-trade-2013-augustจะเห็นได้ว่าตอนนี้ผู้ใช้มือถือ ขาย iPhone 5  ได้มูลค่าเครื่องสูงถึง $315  อันดับ 2 ได้แก่ Galaxy S4 โดยมีมูลค่าเครื่องสูงถึง $250   อันดับ 3 ได้แก่ New  HTC One (ขนาด 32 GB )ด้วยมูลค่าเครื่อง $220 ส่วน iPhone 4S ก็อยู่อันดับ 4 ด้วยมูลค่าเครื่อง $200  ทั้งหมดในกราฟนี้เป็นข้อมูลจากสหรัฐ แต่เชื่อว่าอันดับมูลค่าเครื่องเก่าในตลาดมือสองของไทย ก็ไม่แตกต่างจากตลาดมือสองในสหรัฐนักในช่วง 4 อันดับแรก  ที่น่าสนใจคือ Galaxy S4 และ HTC One เปิดตัวในสหรัฐช่วงประมาณเมษา กลับมาขายให้ตลาดมือสอง เยอะมาก ติดอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ในขณะที่ iPhone5 ที่จำหน่ายในช่วงตุลาคม2012 ในสหรัฐ กลับมีมูลค่าเครื่องในตลาดมือสองสูงสุด
ยิ่งช่วงหลังนี้โดยเฉพาะเดือนกันยายน ตลาดมือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สเปคแรง จะสร้างความสนใจให้กับสื่อทั่วโลก  อาทิจากแบรนด์ HTC  , Sony , Samsung และ Apple ที่จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวมือถือใหม่สเปคแรงๆ และฟีเจอร์ฟังก์ชั่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นด้วย คอมือถือช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ปล่อยมือถือเก่าเยอะที่สุด ก่อนงานเปิดตัวมือถือใหม่ของแต่ละแบรนด์จะมาถึง
ข้อมูลจาก Mashable