27 ส.ค. 2556

5 ขั้นตอนการพิจารณาก่อนเลือกซื้อแฟลชไดรฟ์ไว้คู่กาย

5 ขั้นตอนการพิจารณาก่อนไว้คู่กาย

หนึ่งในสื่อบันทึกข้อมูลที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนั้น นอกจาก External Harddisk ที่มีความจุมากแล้วก็มีแฟลชไดรฟ์ที่หลายๆ คนเลือกใช้เพราะความสะดวกในการพกพาและมีความจุหลากหลายขนาดให้เราเลือกซื้อได้ แต่เวลาจะเลือกซื้อแฟลชไดรฟ์กันสักทีนั้นควรคิดถึงเรื่องใดบ้างนั้น ทางทีมงานมีวิธีการง่ายๆ 5 ขั้นตอนมาฝากกันในบทความนี้ครับ
1 เลือกความจุที่ต้องการกันก่อน โดยคำนึงถึงว่าเราเน้นเอาไปเก็บไฟล์ประเภทไหน ซึ่งถ้าเป็นไฟล์เอกสารทั่วไปและมีไฟล์รูปภาพอยู่บ้างล่ะก็ แฟลชไดรฟ์ขนาด 8 GB ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้ามีไฟล์หนังหรือไฟล์ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ล่ะก็ แนะนำให้หาความจุที่ 16 GB ขึ้นไป จะได้ไม่ต้องขนถ่ายไฟล์ทีละหลายๆ รอบให้เสียเวลา

2 ดูสักนิดว่าพอร์ตเชื่อมต่อเป็นแบบไหน ซึ่งในปัจจุบันนี้แฟลชไดรฟ์ยังถูกผลิตออกมาโดยใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อเป็น USB 2.0 เป็นหลัก และมีมาตรฐาน USB 3.0 อยู่บ้าง แต่ยังไม่แพร่หลายนัก โดยนิยมนำมาใช้ในแฟลชไดรฟ์ที่มีความจุสูงๆ ตั้งแต่ 16 GB ขึ้นไป ซึ่งถามว่าจำเป็นหรือไม่? ก็ขึ้นอยู่กับประเภทไฟล์ที่เราบันทึกเช่นกัน ถ้ามีขนาดใหญ่และมีจำนวนมากก็แนะนำเป็น USB 3.0 ไปเลย แต่ถ้าเป็นเพียงไฟล์เล็กๆ เช่นไฟล์เอกสารหรือไฟล์ภาพจำนวนไม่มากล่ะก็ USB 2.0 ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว
3 ขนาดและดีไซน์เป็นอย่างไร? เรื่องนี้นับเป็นความชอบโดยส่วนตัวเฉพาะบุคคลว่าชอบแบบไหน ดีไซน์อย่างไร โดยแฟลชไดรฟ์นั้นจะมีหลากแบบหลายดีไซน์ทีเดียว ซึ่งตอนนี้จะมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่
4 ประกันแฟลชไดรฟ์ยาวนานแค่ไหน? เรื่องของเสียแล้วใครจะรับผิดชอบเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ใครๆ ก็ใส่ใจ เพราะแฟลชไดรฟ์นั้นก็เงินของเราทั้งนั้นและข้อมูลเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งถ้าเก็บภาพถ่ายความทรงจำดีๆ เอาไว้ หรือจะเป็นไฟล์เอกสารสำคัญของบริษัทเอาไว้แล้วเกิดเสียหายในช่วงประกันก็ยังพอส่งให้ทางบริษัที่เป็นผู้รับประกันเป็นคนรับผิดชอบได้
5 ราคาคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือเปล่า? ปัจจัยสุดท้ายนี้เป็นเหมือนตัวกำหนดทุกสิ่งเมื่อจะเลือกซื้อสินค้าจริงๆ ซึ่งถ้าเรามีงบประมาณไม่เกิน 500 บาทก็อาจจะได้แฟลชไดรฟ์ขนาด 16 GB แต่เป็น USB 2.0 มาใช้งาน แต่ถ้าเพิ่มขึ้นเป็น 1,000-2,000 บาทก็จะเพิ่มเป็นแฟลชไดรฟ์ความจุ 32-64 GB และใช้มาตรฐานเชื่อมต่อเป็น USB 3.0 ได้ โดยทางทีมงานแนะนำให้รอช่วงงาน Commart หรือช่วงลดราคาพิเศษของห้างไอทีต่างๆ แล้วค่อยหาซื้อก็จะได้ในราคาที่ถูกลงจากเดิมอีกมาก หรือจะใช้วิชาส่วนตัวพูดคุยกับคนขายก็ได้ไม่ผิดกติกา

สำหรับห้าขั้นตอนที่ทางทีมงานแนะนำนั้นเป็นเหมือนไกด์ไลน์ง่ายๆ สำหรับมือใหม่ที่ต้องการมองหาแฟลชไดรฟ์มาใช้ส่วนตัวสักอันหนึ่ง ซึ่งจะนับแล้วในตอนนี้ แฟลชไดรฟ์เองก็มีความจุและมาตรฐานการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ แฟลชไดรฟ์ความจุ 512 GB อาจจะเพิ่มเข้ามาเป็นเพดานความจุมาตรฐานสูงสุดแทน 64 GB ก็ได้ ใครจะไปรู้!

สร้างอีบุ๊กไว้อ่านเองด้วย Calibre

สำหรับสิ่งที่ต้องเตรียมก็คือ ไฟล์ที่เป็น PDF ซึ่งหากเป็นไฟล์ Word ก็ให้เซฟเป็น *.PDF ให้เรียบร้อย เช่นเดียวกับใครที่มีข้อมูลเป็นไฟล์ภาพ ก็อาจจะต้องทำการ Resize ภาพให้เล็กลงหรือลดความละเอียดลงบ้าง แล้วค่อยแปลงไฟล์ให้เป็น *.PDF เพื่อให้ไฟล์ที่จะมาใช้ไม่ใหญ่เกินไป เพื่อให้เปิดไฟล์ได้เร็วขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมก็คือ โปรแกรม อย่างเช่นโปรแกรมที่ชื่อ Calibre  สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://calibre-ebook.com/download_windows
เปิดโปรแกรม Calibre ขึ้นมา จากนั้นทำการโหลดไฟล์ข้อมูลลงสู่โปรแกรม ด้วยการคลิกที่ปุ่มเมนู Add book ที่อยู่มุมบนซ้ายของโปรแกรม แล้วเลือกที่หัวข้อ Add books from a single directory แต่ถ้ามี Sub directory ภายในโฟลเดอร์ ก็ให้เลือกหัวข้อ Include sub directory
ให้เลือกไปยังโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ PDF ที่ต้องการนำมาทำเป็น อี-บุ๊ก ในที่นี้ไฟล์ที่จัดทำไว้แล้ว ถูกจัดเก็บไว้ที่ Cover_404 > test แล้วเลือกที่ไฟล์ชื่อ ComputerToday mini-1.pdf จากนั้นคลิก Open
รอสักครู่ โปรแกรมจะทำการโหลดไฟล์ดังกล่าวเข้ามา หากเป็นไฟล์ขนาดใหญ่จะใช้เวลานานขึ้น
เมื่อไฟล์ถูกโหลดเข้ามาเป็นที่เรียบร้อย ก็ให้คลิกที่ไฟล์ดังกล่าวบนหน้าจอโปรแกรม จากนั้นคลิกเลือก Convert books ที่เมนูด้านบน แล้วคลิกเลือกที่ Convert Individually
เมื่อคลิกแล้ว ก็จะปรากฏหน้าต่าง Convert ขึ้นมาให้ โดยหน้าต่างนี้ จะมีเมนูด้านซ้ายมือออให้ทำการปรับแต่งในส่วนต่างๆ สำหรับการทำอี-บุ๊ก ซึ่งหากใช้เพียงค่า Default เดิม ก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนในส่วนใด
แต่ถ้าต้องการปรับแต่งในออปชันบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งาน ก็ให้ปรับแต่งได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Font, page หรือการ Output ต่างๆ
หากไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง ก็ให้เข้าไปที่หัวข้อ Metadata ในส่วนนี้จะให้คุณได้ใส่ข้อมูลและคำค้นบางส่วนของอี-บุ๊กที่ทำอยู่ โดยมีสิ่งที่น่าจะต้องใส่ข้อมูลลงไปคือ Title, Author, Author source และ Tags
แต่ถ้าไฟล์ที่โหลดเข้ามาไม่ได้จัดทำหน้าปกใส่มาด้วยหรือไม่ได้เป็นหน้าปกที่ต้องการ ก็สามารถเปลี่ยนหน้าปกเองได้ ด้วยการคลิกที่รูปแผ่นดิสก์ในช่องของ Change cover image ที่อยู่ด้านล่างของ Book cover จากนั้นเข้าไปเลือกไฟล์หน้าปกที่จัดทำเอาไว้
เมื่อทำการแก้ไขและจัดเตรียมไฟล์ข้อมูลได้ครบทุกอย่างแล้ว ก็สามารถคลิกที่ OK เพื่อเริ่มต้นการทำอี-บุ๊กได้ทันที แล้วรอสักครู่
เมื่อเครื่องหมายที่มุมด้านล่างขวาของโปรแกรมหยุดการเคลื่อนไหวและสถานะกลายเป็น Job 0 ก็แสดงว่าขั้นตอนการทำอี-บุ๊กเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

หากต้องการเข้าไปที่ไฟล์อี-บุ๊กที่ทำเสร็จแล้ว ก็ให้คลิกไปที่ปุ่ม Click to open ที่อยู่ด้านขวามือของโปรแกรม ก็จะลิงค์ไปที่โฟลเดอร์ของอี-บุ๊กที่ทำเสร็จแล้ว โดยไฟล์ที่ได้จะเป็นนามสกุล *.epub และชื่อไฟล์จะเป็นชื่อหนังสือที่เราตั้งไว้บวกกับชื่อผู้ทำ
เพียงเท่านี้เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ เหลือแค่เพียงการอัพโหลดขึ้นไปแชร์บนอินเทอร์เน็ตหรือลิงค์ข้อมูลไปใช้บน iPad เท่านั้น โดยไฟล์ที่เป็น *.epub นี้ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งบน iPad ด้วยการใช้โปรแกรม ibook เป็นตัวอ่าน (Reader) หรือใช้บน OS ที่เป็น Android ก็ได้หรือถ้าใครที่ใช้ Firefox อยู่ ก็สามารถโหลดตัว Add On อย่างเช่น EPUBReader มาใช้ในการอ่านบนโน้ตบุ๊กหรือเดสก์ทอปได้เช่นกัน

Giada เปิดตัวเมนบอร์ดขนาด Mini-ITX ฟีเจอร์ครบครัน สำหรับ NAS Builder

Giada เปิดตัวเมนบอร์ดขนาด Mini-ITX ฟีเจอร์ครบครัน สำหรับ NAS Builder  เซินเจิ้น ในขณะที่ความต้องการขององค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลอดจนผู้ใช้งานตามบ้าน กำลังต้องการพื้นที่สำหรับการเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ GiadaTechnology ได้เปิดตัวเมนบอร์ด Giada N70E-DR ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ผู้สร้าง NAS Server (Network-Attached Storage Server) ระดับเริ่มต้นได้ดีที่สุด ด้วยเครื่อง NAS Server ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเมนบอร์ด Giada N70E-DR จะทำให้ลูกค้าของเราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเริ่มสร้างระบบแชร์ไฟล์ และแบคอัพข้อมูลบนเนทเวิร์ค ในขณะที่ยังคงสนุกไปกับการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆของเซิฟเวอร์ ตลอดจนความจุข้อมูลระดับสูง เสถียรภาพที่ดี และสมรรถนะอันโดดเด่นของความปลอดภัยของข้อมูล
N70E-DR NAS Builder
ด้วยดีไซน์ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด และทรงพลังของบอร์ดแบบ Mini ITX ที่มีขนาดเล็กเพียง 17×17 เซนติเมตร และมีอินเตอร์เฟสเชื่อมต่อที่หลากหลาย และมาพร้อมกับสถาปัตยกรรมภายในจาก Intel Ivy-Bridge ที่เป็นโปรเซสเซอร์รุ่น Celeron C1037Uมาพร้อมกับสมรรถนะที่ดีและใช้พลังงานต่ำเพียง 17วัตต์
ชิปเซ็ตบนเมนบอร์ดนั้นรองรับการทำ RAID 0, 1, 5 และ 10 แบบNative พร้อมทั้งระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล โดยมีพอร์ต GigabitEthernet ที่ควบคุมด้วยชิปIntel 82574Lถึงสองพอร์ต เพื่อให้แน่ใจถึงความสามารถในการปฏิบัติงานตลอดจนมีระบบคอยเฝ้าระวังและบริหารจัดการฮาร์ดแวร์ ตลอดจน TPM module ที่จะคอยป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์
Giada N70E-DR นั้นออกแบบมาให้เป็นเมนบอร์ดที่มีเสถียรภาพในการใช้งานในระยะยาว โดยที่ทั้งตัวเมนบอร์ดนั้นเลือกใช้คาปาซิเตอร์แบบ solid ทั้งหมด ตลอดจนตัวเหนี่ยวนำที่มีแกนเป็นแบบนิเกิล นอกจากนี้ยังเลือกใช้ชิป MOSFET คุณภาพสูงอย่าง PowerPAK ที่จะช่วยการันตีความเสถียรระหว่างการทำงานได้ในระยะเวลานาน
N70E-DR NAS Builder
เมนบอร์ดขนาดเล็กแบบ mini-ITX นั้นมีความโดดเด่นอยู่ที่เรื่องของขนาดเล็กกระทัดรัด และกินพลังงานต่ำ และสิ่งที่ทำให้ Giada N70E-DR ไม่เหมือนเมนบอร์ดจากเจ้าอื่นคือ หลายครั้งที่บอร์ด mini-ITX ไม่มีฟีเจอร์ขั้นสูงที่ผู้ใช้ต้องการ อย่างเช่น บอร์ดบางรุ่นอาจมีพอร์ต SATA แค่ 2 พอร์ต แต่สำหรับ N70E-DR มาพร้อมกับ SATA ถึง 6 พอร์ต โดยมี 2 พอร์ตเป็น SATA 3.0 และสองพอร์ตนั้นก็สามารถทำ RAID 0, 1 ,5 และ 10 ได้แบบ Native อีกด้วย
ตัวบอร์ดมาพร้อมกับพอร์ต USB3.0 ถึง 2 พอร์ต และยังมีระบบเฝ้าระวังฮาร์ดแวร์ และฟังก์ชั่นการบริหารจัดการ เช่นระบบเตือนการเปิดฝาเคส ระบบเตือนความร้อนซีพียู และระบบเตือนพลังงานผิดปกติ ตลอดจนพินสำหรับเสียบ TPM module เพื่อการป้องกันข้อมูล
ในการที่จะสร้าง NAS Server ที่คุ้มค่า เพียงแค่เริ่มจากการเลือกเมนบอร์ด Giada N70E-DR และติดตั้งระบบปฏิบัติการ NAS ยอดนิยมอย่าง FreeNASที่เป็นระบบปฏิบัติการยอดนิยมสำหรับระบบ NAS ในเครื่อง NAS Server แบบประกอบเองโดยเป็น open-source ที่มีฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ต้องการ และที่สำคัญ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งาน

BitLocker ป้องกันการยืมแฟลชไดร์ฟและฮาร์ดดิสก์แบบไม่ได้รับอนุญาติ


BitLocker ป้องกันการยืมแฟลชไดร์ฟและฮาร์ดดิสก์แบบไม่ได้รับอนุญาติ ปัญหามากมายจากการยืมของกันใช้โดยเฉพาะกับฮาร์ดไดรฟ์และแฟลชไดรฟ์ที่หลายคนเลือกจะใช้เก็บข้อมูลส่วนตัว ทำให้หลายคนพยายามหาทางแก้ด้วยการป้องกัน ซึ่ง Windows 8 ก็มีฟังก์ชันดังกล่าวให้เราใช้ ด้วยระบบป้องกันที่ใช้งานง่าย รวมถึงการตั้งค่าความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์สะดวก ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งซอฟต์แวร์อื่นมาติดตั้งให้เสียเวลา
ซึ่งในขั้นตอนการทำงานเหล่านั้น ก็ใช้เวลาไม่มากนัก เพียงแต่อาจจะต้องเตรียมฮาร์ดไดรฟ์หรือแฟลชไดรฟ์ ด้วยการต่อฮาร์ดไดรฟ์หรือแฟลชไดรฟ์เข้ากับพอร์ต USB บนคอมพิวเตอร์ หากเป็นของใหม่ ก็รอให้ระบบ Detect Device ให้เสร็จสิ้น
Bit Locker
  1. ตรวจสอบกันก่อนว่าอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่จะนำมาใช้นั้น ระบบสามารถตรวจสอบได้อย่างถูกต้องเรียบร้อยBitLocker
  2. คลิกขวาที่ฮาร์ดแวร์ตัวดังกล่าว จากนั้นเลือกที่ Turn BitLocker OnBitLocker
  3. ในหน้าของ BitLocker Drive Encryption ให้ใส่เครื่องหมายหน้า Use a password to unlock this driveจากนั้นให้ใส่พาสส์เวิร์ด ในช่อง Enter your password และช่อง Re-enter password ให้ครบ แล้วคลิกNextBitLocker
  4. ถัดมาจะเป็นการให้ใส่คีย์ เพื่อเป็นทางออกในกรณีที่คุณจำพาสส์เวิร์ดในการเข้าใช้ BitLocker ไม่ได้ โดยระบบจะจัดเก็บเป็นคีย์เอาไว้ สำหรับการนำมาใช้ Access เข้าไปในระบบได้ภายหลัง ให้คลิก Save to a file แล้วคลิก NextBitLocker
  5. หาที่จัดเก็บไฟล์ที่เป็นคีย์เหล่านั้นในที่ปลอดภัย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เองว่าจะสะดวกในจุดใดมากที่สุด แล้วคลิก SaveBitLocker
  6. จากนั้นเข้าสู่การเข้ารหัสไฟล์ ด้วยการ Encryption โดยให้เลือกว่าจะเข้ารหัสเฉพาะพื้นที่ที่ถูกใช้งานอยู่หรือจะเข้ารหัสทั้งไดรฟ์ เลือกแบบ Encrypt used disk space only จะใช้เวลาสั้นกว่า จากนั้นคลิก NextBitLocker
  7. จะมีหน้าต่างยืนยันการเข้ารหัสไดรฟ์ ให้คลิกที่ Start encrypting ได้เลยBitLocker
  8. จากนั้นรอระบบทำงานสักระยะ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลที่อยู่ในไดรฟ์ที่ต้องการ EncryptionBitLocker
  9. เมื่อเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีหน้าต่างแจ้งเตือน Encryption of … is complete ให้คลิก CloseBitLocker
  10. เมื่อลองเอาแฟลชไดรฟ์ดังกล่าวมาต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ ก็จะมีฟังก์ชัน BitLocker เตือนขึ้นมาให้ใส่รหัสสำหรับการเข้าใช้งาน