30 ส.ค. 2556

7 เทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่องค์กรต้องปรับตัว


technology-for-company-organizationเมื่อวันที่  14 สิงหาคม 2556ที่ผ่านมา เอคเซนเชอร์ ได้จัดทำรายงานการวิจัยใหม่เรื่อง “วิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีแห่งปี 2556 (The Accenture Technology Vision 2013) พร้อมนำเสนอ  7 เทรนด์เทคโนโลยี ที่องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและซอฟท์แวร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคดิจิตอลแล้ว 
  • ยกระดับสร้างความสัมพันธ์มิติใหม่กับลูกค้าในยุคดิจิตอล
เทคโนโลยีช่วยให้องค์กรสามารถเข้าใจลูกค้าได้ดีกว่าที่เคยมีมา แต่หลายองค์กรยังไม่ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นและลึกซึ้ง และเพิ่มความภักดีของลูกค้าอย่างเต็มที่ ซึ่งเทคโนโลยีโมบายล์คอมพิวติ้ง เครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค และบริการที่ออกแบบหรือนำเสนอตรงตาม    ความต้องการและลักษณะการทำงานของลูกค้านั้น ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถติดต่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันบริษัทหลายรายกลับมองว่าช่องทางเหล่านี้เป็นเพียงช่องทางการติดต่อสื่อสารหรือการทำธุรกรรมมากกว่าเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
accenture    นายนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย เอคเซนเชอร์ กล่าวว่า “องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยมีศักยภาพในการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาและยกระดับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่ให้เป็นเพียงการติดต่อทำธุรกรรมโดยทั่วๆ ไป แต่เป็นการสร้างสัมพันธภาพกับกลุ่มลูกค้าแบบเฉพาะตัวที่มีความแน่นแฟ้น โดยการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเชิงลึกและช่องทางดิจิตอลต่างๆในการเข้าถึงข้อมูล จะทำให้เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์  กับลูกค้าอย่างลึกซึ้งมากขึ้น  ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์มิติใหม่นี้จะทำให้บริษัทไทยต่างๆ ต้องมี  การปรับเปลี่ยนวิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมทั้งปรับกลยุทธ์การเจาะตลาดใหม่ เพื่อดำเนินการแบบของไอทีและฝ่ายธุรกิจต่างๆ”
  • วางแผนเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ เพื่อข้อมูลที่ “ใช่”
ซอฟท์แวร์แอพพลิเคชั่นระดับองค์กรในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบให้มีฟังก์ชั่นเฉพาะเพื่อรองรับข้อมูลที่สนับสนุนฟังก์ชั่นนั้นๆ  องค์กรจึงมักพบว่า ข้อมูลที่ตนมีอยู่ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ เนื่องจากไม่มีการวางแผนการเก็บข้อมูลที่ธุรกิจต้องการตั้งแต่เริ่มแรก   ดังนั้น องค์กรยุคใหม่ต้องมีกลยุทธ์สำคัญในการได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกซึ่งเป็นข้อมูลที่ธุรกิจของตนต้องการอย่างแท้จริง  โดยเริ่มจากการการวางแผนและออกแบบแอพพลิเคชั่นเพื่อได้ข้อมูล    “ที่ถูกต้อง” และให้ความสำคัญกับข้อมูลเป็นเสมือนสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนผลสัมฤทธิ์ในการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรมีมีแต้มต่อเหนือคู่แข่ง
  • นำข้อมูลมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว (Data Velocity)
นอกจากความหลากหลาย (variety) และปริมาณอันมหาศาล (volume) ของข้อมูลแล้ว ความเร็ว (velocity) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บริษัทต่างๆ ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง  ด้วยรูปแบบการทำงานได้ทุกที่ (mobility) และการบริโภคไอทีกันอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดการคาดหวังของผู้บริโภคในการเข้าถึงข้อมูล    ที่รวดเร็วฉับไวและการนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ โซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลความเร็วสูง เทคโนโลยี in-memory computing  การวิเคราะห์ข้อมูลสุดล้ำ ระบบดาต้าเวอร์ช่วลไลเซชั่น ระบบการสอบถามข้อมูล (streaming data querying)  ทำให้สามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้ในการตัดสินใจและดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว  ดังนั้น ทักษะในการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละองค์กรจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้มาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วฉับไวก่อนที่จะสูญเสียโอกาสดีๆ ไป

  • ใช้ ‘โซเชียล’ ในการทำงานภายในองค์กร  
การนำกลไกแบบ ‘โซเชียล’ ที่พนักงานมีความคุ้นเคยและใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว มาใช้ในกระบวนการทำงานและสื่อสารภายในองค์กร  จะสามารถเพิ่มประสิทธิผลใน  การทำงานได้มากขึ้น ดังนั้น การประสานงานในการทำงานอย่างราบรื่นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้โซเชียลมีเดียของพนักงาน แต่ต้องเกิดจากการขับเคลื่อนให้งานและกระบวนการต่างๆเป็นไปในรูปแบบ ‘โซเชียล’ ยิ่งขึ้น

  • ขับเคลื่อนการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นระบบเครือข่ายด้วยซอฟท์แวร์
ปัจจุบัน ธุรกิจต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของระบบ                 แอพพลิชั่น เครือข่าย และช่องทางการสื่อสารต่างๆ  ส่งผลให้การควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลเป็น                สิ่งหนึ่งที่ท้าทายที่สุดของฝ่ายไอทีในองค์กร   การทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นหรือระบบเสมือนของเครื่องเซิร์ฟเวอร์อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีด้านอื่นๆ  ทำให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่ระบบเครือข่ายส่วนใหญ่ยังไม่มีการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นแต่อย่างใด โซลูชั่น software-defined networking หรือ SDN เป็นโซลูชั่นการจัดการเครือข่ายโดยใช้ซอฟท์แวร์แทนระบบฮาร์ดแวร์ เพื่อให้องค์กรต่างๆมีความคล่องตัวในการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งยังสามารถตั้งค่าการต่อเชื่อมของระบบต่างๆ ได้ใหม่โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนคุณสมบัติตามปกติที่มีอยู่เดิม  ดังนั้น ธุรกิจต่างๆ จึงสามารถดูแลและบริหารการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ผนวกรวมบริการคลาวด์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้านระบบเครือข่ายได้เพิ่มขึ้น

  • มาตรการรุกและตั้งรับภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ยุคใหม่
แม้ว่าเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยจะมีพัฒนาการที่ล้ำหน้าอย่างมาก แต่การป้องกันธุรกิจในยุคดิจิตอลยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง  ช่วงนี้ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ได้แพร่ขยายลุกลามสู่   อุปกรณ์ที่มีหลากหลายขึ้น ผู้ใช้งานที่มีจำนวนมากขึ้น และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายกว้างขึ้น  ดังนั้น                การรักษาความปลอดภัยระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพที่สุดจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุกที่เป็นมากกว่า               การป้องกัน ฝ่ายไอทีไม่เพียงต้องอัพเดทความรู้เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยอยู่เสมอ แต่จะต้องรู้เท่าทันและรู้จักกับผู้คุกคาม  สามารถปรับเปลี่ยนมาตรการป้องกันขององค์กรให้สอดคล้องกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นด้วย  ทั้งนี้องค์กรต้องใช้สถาปัตยกรรมระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีที่มีความยืดหยุ่น และมีมาตรการป้องกัน”เชิงรุก” เพื่อจัดการและรับมือกับการคุกคามในรูปแบบต่างๆ

  • เพิ่มคุณค่าแก่ธุรกิจด้วยเทคโนโลยีคลาวด์  
เทคโนโลยีคลาวด์มาพร้อมกับคุณประโยชน์อันมหาศาล และพร้อมช่วยเหลือบริษัทต่างๆ พัฒนาธุรกิจของตนให้แตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่ง สามารถนำสินค้าและบริการออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ
การทำงานมากขึ้น และตอบสนองโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น   ถึงเวลาที่ธุรกิจต่างๆ ต้องถามตนเองแล้วว่า “เราควรใช้เทคโนโลยีคลาวด์อย่างไร?” มากกว่า “ทำไมเราจึงต้องใช้เทคโนโลยีคลาวด์?”  องค์กรหลายแห่งได้ติดตั้งเทคโนโลยีคลาวด์บนระบบไอทีแบบเดิมและนำไปใช้กับซอฟท์แวร์ที่มีอยู่เดิมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมแบบ “ไฮบริด” ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวนั้น องค์กรดังกล่าวต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้องและชัดเจนและสามารถเข้าถึงทักษะ สถาปัตยกรรม การกำกับดูแล และการรักษาความปลอดภัยของแอพพลิเคชั่น แพลตฟอร์ม และระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่อยู่ในระบบคลาวด์
“ปัจจุบัน ความท้าทายที่แท้จริงของธุรกิจไทยในยุคดิจิตอล คือ การสร้างโมเดลธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและสามารถรองรับสภาพแวดล้อมที่ใช้ซอฟท์แวร์และแอพพลิเคชั่นเป็นแรงขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่น และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จดังกล่าว องค์กรต่างๆ ต้องนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่ยังไม่มีการจัดระเบียบและมีปริมาณมหาศาล เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดและสามารถนำมาใช้     ขับเคลื่อนธุรกิจของตนให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ใช้โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างเต็มที่ เพิ่มความภักดีของลูกค้า และสร้างผลสัมฤทธิ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น”  นนทวัฒน์ กล่าวปิดท้าย

อันดับของความเร็วอินเทอร์เนตแต่ละประเทศ

internet-speedจากที่ได้เคยนำเสนอในครั้งก่อนเกี่ยวกับ ข้อมูลสถิติการใช้งานอินทอร์เนตในประเทศไทย เมื่อ 200 วัน ที่เสนอโดย speedtest.net แล้วว่าแรงแค่ไหน แต่คราวนี้เราจะนำเสนอ ความเร็วของอินเทอร์เน็ตของแต่ละประเทศกัน ว่าประเทศไหนได้ใช้เนตแรงที่สุด ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2013 และความเร็วเนตเค้าต่างจากประเทศไทยหรือไม่? 
South_Korea_and_Japan_Top_Internet_Speed_Ranking_q1_2013ข้อมูลจากกราฟที่นำเสนอโดย Akamai และมาทำเป็นกราฟโดย statista และ mashable จะเห็นได้ว่า ประเทศเกาหลีใต้ ใช้อินเทอร์เนตโดยความเร็วเฉลี่ย สูงทีสุดในโลก โดยทำความเร็วเนตเฉลี่ย 14.2 Mbps   อันดับ 2 ได้แก่ญี่ปุ่น ด้วยความเร็วเฉลี่ยอินเทอร์เนต 11.7 Mbps   อันดับ 3 ได้แก่ฮ่องกง ด้วยความเร็วเฉลี่ยอินเทอร์เนต 10.9 Mbps ซึ่งความเร็วเน็ตที่ได้ 3 ประเทศนี้ กลับแรงกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำความเร็วเฉลี่ยอินเทอร์เนตอยู่ที่ 8.6 Mbps
ในส่วนความเร็วอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยทั่วโลกนั้น อยู่ที่ 3.1 Mbps
ข้อมูลจาก statista

สัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เนต ทั่วโลก พบว่า 17.4% มาจากมือถือ!

Mobile_internet_traffic_2013สำหรับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน โดยเฉพาะคนไอที ก็ต้องใช้งานอินเทอร์เนตแทบทุกวันอยู่แล้ว วันนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเข้าถึงอินเทอร์เนต  ทั่วโลก  พบว่า 17.4% นี้ มาจาการใช้งานอินเทอร์เนตผ่านอุปกรณ์พกพา 
Mobile_Devices_internet_traffic_2013หากแบ่งเป็นทวีปโซนต่างๆ จะพบว่าทวีปเอเชีย มียอดการใช้งานอินเทอร์เนต ผ่านทางมือถือหรืออุปกรณ์พกพาสูงที่สุดเป็นอันดับ 1    ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ ทวีปแอฟริกา    อันดับ3 ได้แก่ ทวีปอเมริกาเหนือ   อย่างไรก็ตาม ทุกทวีป มีปริมาณการใช้งานเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านทางโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์พกพา เพิ่มสูงขึ้น  โดยเฉพาะทวีฟแอฟริกา  มียอดการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ  เมื่อเดือน กรกฎาคม 2013 กลับเพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับ เดือน กรกฎาคม 2012 ยอดสูงกว่าทวีปอื่นๆด้วย
แล้วคุณใช้งานอินเทอร์เน็ต ผ่านมือถือ หรืออุปกรณ์พกพามากน้อยแค่ไหน ? 

9 อันดับ มือถือสมาร์ทโฟนที่นิยมมาขายตลาดมือสอง แล้วได้มูลค่าสูงสุด

คุณต้องการถอยเครื่องใหม่มั้ย ? ให้ได้สมาร์ทโฟนสุดล้ำทันสมัยสุดๆ มาอยู่ในมือแบบง่ายๆ โดยนำเครื่องสมาร์ทโฟนเครื่องเก่าที่ตรงกับความต้องการของผู้คนที่ต้องอยากได้สมาร์ทโฟนแรงๆแบบไม่จำเป็นต้องใหม่ ทางออกที่ลดภาระเรื่องค่าใช้จ่ายของเราในการจ่ายมือถือราคาเต็ม หรือผ่อน ก็คือนำมือถือเก่าแบบรุ่น Top มาขายต่อ ในตลาดมือสอง วันนี้มาดูกันว่าคนส่วนใหญ่นิยมขายมือถือเก่ารุ่นไหนมาเทรดมือสองกันบ้าง และได้มูลค่าเครื่องเท่าไหร่ 
Resale-smartphone-trade-2013-augustจะเห็นได้ว่าตอนนี้ผู้ใช้มือถือ ขาย iPhone 5  ได้มูลค่าเครื่องสูงถึง $315  อันดับ 2 ได้แก่ Galaxy S4 โดยมีมูลค่าเครื่องสูงถึง $250   อันดับ 3 ได้แก่ New  HTC One (ขนาด 32 GB )ด้วยมูลค่าเครื่อง $220 ส่วน iPhone 4S ก็อยู่อันดับ 4 ด้วยมูลค่าเครื่อง $200  ทั้งหมดในกราฟนี้เป็นข้อมูลจากสหรัฐ แต่เชื่อว่าอันดับมูลค่าเครื่องเก่าในตลาดมือสองของไทย ก็ไม่แตกต่างจากตลาดมือสองในสหรัฐนักในช่วง 4 อันดับแรก  ที่น่าสนใจคือ Galaxy S4 และ HTC One เปิดตัวในสหรัฐช่วงประมาณเมษา กลับมาขายให้ตลาดมือสอง เยอะมาก ติดอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ในขณะที่ iPhone5 ที่จำหน่ายในช่วงตุลาคม2012 ในสหรัฐ กลับมีมูลค่าเครื่องในตลาดมือสองสูงสุด
ยิ่งช่วงหลังนี้โดยเฉพาะเดือนกันยายน ตลาดมือถือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สเปคแรง จะสร้างความสนใจให้กับสื่อทั่วโลก  อาทิจากแบรนด์ HTC  , Sony , Samsung และ Apple ที่จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวมือถือใหม่สเปคแรงๆ และฟีเจอร์ฟังก์ชั่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นด้วย คอมือถือช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ปล่อยมือถือเก่าเยอะที่สุด ก่อนงานเปิดตัวมือถือใหม่ของแต่ละแบรนด์จะมาถึง
ข้อมูลจาก Mashable

27 ส.ค. 2556

5 ขั้นตอนการพิจารณาก่อนเลือกซื้อแฟลชไดรฟ์ไว้คู่กาย

5 ขั้นตอนการพิจารณาก่อนไว้คู่กาย

หนึ่งในสื่อบันทึกข้อมูลที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนั้น นอกจาก External Harddisk ที่มีความจุมากแล้วก็มีแฟลชไดรฟ์ที่หลายๆ คนเลือกใช้เพราะความสะดวกในการพกพาและมีความจุหลากหลายขนาดให้เราเลือกซื้อได้ แต่เวลาจะเลือกซื้อแฟลชไดรฟ์กันสักทีนั้นควรคิดถึงเรื่องใดบ้างนั้น ทางทีมงานมีวิธีการง่ายๆ 5 ขั้นตอนมาฝากกันในบทความนี้ครับ
1 เลือกความจุที่ต้องการกันก่อน โดยคำนึงถึงว่าเราเน้นเอาไปเก็บไฟล์ประเภทไหน ซึ่งถ้าเป็นไฟล์เอกสารทั่วไปและมีไฟล์รูปภาพอยู่บ้างล่ะก็ แฟลชไดรฟ์ขนาด 8 GB ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้ามีไฟล์หนังหรือไฟล์ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ล่ะก็ แนะนำให้หาความจุที่ 16 GB ขึ้นไป จะได้ไม่ต้องขนถ่ายไฟล์ทีละหลายๆ รอบให้เสียเวลา

2 ดูสักนิดว่าพอร์ตเชื่อมต่อเป็นแบบไหน ซึ่งในปัจจุบันนี้แฟลชไดรฟ์ยังถูกผลิตออกมาโดยใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อเป็น USB 2.0 เป็นหลัก และมีมาตรฐาน USB 3.0 อยู่บ้าง แต่ยังไม่แพร่หลายนัก โดยนิยมนำมาใช้ในแฟลชไดรฟ์ที่มีความจุสูงๆ ตั้งแต่ 16 GB ขึ้นไป ซึ่งถามว่าจำเป็นหรือไม่? ก็ขึ้นอยู่กับประเภทไฟล์ที่เราบันทึกเช่นกัน ถ้ามีขนาดใหญ่และมีจำนวนมากก็แนะนำเป็น USB 3.0 ไปเลย แต่ถ้าเป็นเพียงไฟล์เล็กๆ เช่นไฟล์เอกสารหรือไฟล์ภาพจำนวนไม่มากล่ะก็ USB 2.0 ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว
3 ขนาดและดีไซน์เป็นอย่างไร? เรื่องนี้นับเป็นความชอบโดยส่วนตัวเฉพาะบุคคลว่าชอบแบบไหน ดีไซน์อย่างไร โดยแฟลชไดรฟ์นั้นจะมีหลากแบบหลายดีไซน์ทีเดียว ซึ่งตอนนี้จะมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่
4 ประกันแฟลชไดรฟ์ยาวนานแค่ไหน? เรื่องของเสียแล้วใครจะรับผิดชอบเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ใครๆ ก็ใส่ใจ เพราะแฟลชไดรฟ์นั้นก็เงินของเราทั้งนั้นและข้อมูลเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งถ้าเก็บภาพถ่ายความทรงจำดีๆ เอาไว้ หรือจะเป็นไฟล์เอกสารสำคัญของบริษัทเอาไว้แล้วเกิดเสียหายในช่วงประกันก็ยังพอส่งให้ทางบริษัที่เป็นผู้รับประกันเป็นคนรับผิดชอบได้
5 ราคาคุ้มค่ากับที่ลงทุนไปหรือเปล่า? ปัจจัยสุดท้ายนี้เป็นเหมือนตัวกำหนดทุกสิ่งเมื่อจะเลือกซื้อสินค้าจริงๆ ซึ่งถ้าเรามีงบประมาณไม่เกิน 500 บาทก็อาจจะได้แฟลชไดรฟ์ขนาด 16 GB แต่เป็น USB 2.0 มาใช้งาน แต่ถ้าเพิ่มขึ้นเป็น 1,000-2,000 บาทก็จะเพิ่มเป็นแฟลชไดรฟ์ความจุ 32-64 GB และใช้มาตรฐานเชื่อมต่อเป็น USB 3.0 ได้ โดยทางทีมงานแนะนำให้รอช่วงงาน Commart หรือช่วงลดราคาพิเศษของห้างไอทีต่างๆ แล้วค่อยหาซื้อก็จะได้ในราคาที่ถูกลงจากเดิมอีกมาก หรือจะใช้วิชาส่วนตัวพูดคุยกับคนขายก็ได้ไม่ผิดกติกา

สำหรับห้าขั้นตอนที่ทางทีมงานแนะนำนั้นเป็นเหมือนไกด์ไลน์ง่ายๆ สำหรับมือใหม่ที่ต้องการมองหาแฟลชไดรฟ์มาใช้ส่วนตัวสักอันหนึ่ง ซึ่งจะนับแล้วในตอนนี้ แฟลชไดรฟ์เองก็มีความจุและมาตรฐานการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ แฟลชไดรฟ์ความจุ 512 GB อาจจะเพิ่มเข้ามาเป็นเพดานความจุมาตรฐานสูงสุดแทน 64 GB ก็ได้ ใครจะไปรู้!

สร้างอีบุ๊กไว้อ่านเองด้วย Calibre

สำหรับสิ่งที่ต้องเตรียมก็คือ ไฟล์ที่เป็น PDF ซึ่งหากเป็นไฟล์ Word ก็ให้เซฟเป็น *.PDF ให้เรียบร้อย เช่นเดียวกับใครที่มีข้อมูลเป็นไฟล์ภาพ ก็อาจจะต้องทำการ Resize ภาพให้เล็กลงหรือลดความละเอียดลงบ้าง แล้วค่อยแปลงไฟล์ให้เป็น *.PDF เพื่อให้ไฟล์ที่จะมาใช้ไม่ใหญ่เกินไป เพื่อให้เปิดไฟล์ได้เร็วขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมก็คือ โปรแกรม อย่างเช่นโปรแกรมที่ชื่อ Calibre  สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://calibre-ebook.com/download_windows
เปิดโปรแกรม Calibre ขึ้นมา จากนั้นทำการโหลดไฟล์ข้อมูลลงสู่โปรแกรม ด้วยการคลิกที่ปุ่มเมนู Add book ที่อยู่มุมบนซ้ายของโปรแกรม แล้วเลือกที่หัวข้อ Add books from a single directory แต่ถ้ามี Sub directory ภายในโฟลเดอร์ ก็ให้เลือกหัวข้อ Include sub directory
ให้เลือกไปยังโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ PDF ที่ต้องการนำมาทำเป็น อี-บุ๊ก ในที่นี้ไฟล์ที่จัดทำไว้แล้ว ถูกจัดเก็บไว้ที่ Cover_404 > test แล้วเลือกที่ไฟล์ชื่อ ComputerToday mini-1.pdf จากนั้นคลิก Open
รอสักครู่ โปรแกรมจะทำการโหลดไฟล์ดังกล่าวเข้ามา หากเป็นไฟล์ขนาดใหญ่จะใช้เวลานานขึ้น
เมื่อไฟล์ถูกโหลดเข้ามาเป็นที่เรียบร้อย ก็ให้คลิกที่ไฟล์ดังกล่าวบนหน้าจอโปรแกรม จากนั้นคลิกเลือก Convert books ที่เมนูด้านบน แล้วคลิกเลือกที่ Convert Individually
เมื่อคลิกแล้ว ก็จะปรากฏหน้าต่าง Convert ขึ้นมาให้ โดยหน้าต่างนี้ จะมีเมนูด้านซ้ายมือออให้ทำการปรับแต่งในส่วนต่างๆ สำหรับการทำอี-บุ๊ก ซึ่งหากใช้เพียงค่า Default เดิม ก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนในส่วนใด
แต่ถ้าต้องการปรับแต่งในออปชันบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งาน ก็ให้ปรับแต่งได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Font, page หรือการ Output ต่างๆ
หากไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง ก็ให้เข้าไปที่หัวข้อ Metadata ในส่วนนี้จะให้คุณได้ใส่ข้อมูลและคำค้นบางส่วนของอี-บุ๊กที่ทำอยู่ โดยมีสิ่งที่น่าจะต้องใส่ข้อมูลลงไปคือ Title, Author, Author source และ Tags
แต่ถ้าไฟล์ที่โหลดเข้ามาไม่ได้จัดทำหน้าปกใส่มาด้วยหรือไม่ได้เป็นหน้าปกที่ต้องการ ก็สามารถเปลี่ยนหน้าปกเองได้ ด้วยการคลิกที่รูปแผ่นดิสก์ในช่องของ Change cover image ที่อยู่ด้านล่างของ Book cover จากนั้นเข้าไปเลือกไฟล์หน้าปกที่จัดทำเอาไว้
เมื่อทำการแก้ไขและจัดเตรียมไฟล์ข้อมูลได้ครบทุกอย่างแล้ว ก็สามารถคลิกที่ OK เพื่อเริ่มต้นการทำอี-บุ๊กได้ทันที แล้วรอสักครู่
เมื่อเครื่องหมายที่มุมด้านล่างขวาของโปรแกรมหยุดการเคลื่อนไหวและสถานะกลายเป็น Job 0 ก็แสดงว่าขั้นตอนการทำอี-บุ๊กเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

หากต้องการเข้าไปที่ไฟล์อี-บุ๊กที่ทำเสร็จแล้ว ก็ให้คลิกไปที่ปุ่ม Click to open ที่อยู่ด้านขวามือของโปรแกรม ก็จะลิงค์ไปที่โฟลเดอร์ของอี-บุ๊กที่ทำเสร็จแล้ว โดยไฟล์ที่ได้จะเป็นนามสกุล *.epub และชื่อไฟล์จะเป็นชื่อหนังสือที่เราตั้งไว้บวกกับชื่อผู้ทำ
เพียงเท่านี้เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ เหลือแค่เพียงการอัพโหลดขึ้นไปแชร์บนอินเทอร์เน็ตหรือลิงค์ข้อมูลไปใช้บน iPad เท่านั้น โดยไฟล์ที่เป็น *.epub นี้ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งบน iPad ด้วยการใช้โปรแกรม ibook เป็นตัวอ่าน (Reader) หรือใช้บน OS ที่เป็น Android ก็ได้หรือถ้าใครที่ใช้ Firefox อยู่ ก็สามารถโหลดตัว Add On อย่างเช่น EPUBReader มาใช้ในการอ่านบนโน้ตบุ๊กหรือเดสก์ทอปได้เช่นกัน

Giada เปิดตัวเมนบอร์ดขนาด Mini-ITX ฟีเจอร์ครบครัน สำหรับ NAS Builder

Giada เปิดตัวเมนบอร์ดขนาด Mini-ITX ฟีเจอร์ครบครัน สำหรับ NAS Builder  เซินเจิ้น ในขณะที่ความต้องการขององค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลอดจนผู้ใช้งานตามบ้าน กำลังต้องการพื้นที่สำหรับการเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ GiadaTechnology ได้เปิดตัวเมนบอร์ด Giada N70E-DR ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ผู้สร้าง NAS Server (Network-Attached Storage Server) ระดับเริ่มต้นได้ดีที่สุด ด้วยเครื่อง NAS Server ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเมนบอร์ด Giada N70E-DR จะทำให้ลูกค้าของเราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเริ่มสร้างระบบแชร์ไฟล์ และแบคอัพข้อมูลบนเนทเวิร์ค ในขณะที่ยังคงสนุกไปกับการใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆของเซิฟเวอร์ ตลอดจนความจุข้อมูลระดับสูง เสถียรภาพที่ดี และสมรรถนะอันโดดเด่นของความปลอดภัยของข้อมูล
N70E-DR NAS Builder
ด้วยดีไซน์ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด และทรงพลังของบอร์ดแบบ Mini ITX ที่มีขนาดเล็กเพียง 17×17 เซนติเมตร และมีอินเตอร์เฟสเชื่อมต่อที่หลากหลาย และมาพร้อมกับสถาปัตยกรรมภายในจาก Intel Ivy-Bridge ที่เป็นโปรเซสเซอร์รุ่น Celeron C1037Uมาพร้อมกับสมรรถนะที่ดีและใช้พลังงานต่ำเพียง 17วัตต์
ชิปเซ็ตบนเมนบอร์ดนั้นรองรับการทำ RAID 0, 1, 5 และ 10 แบบNative พร้อมทั้งระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล โดยมีพอร์ต GigabitEthernet ที่ควบคุมด้วยชิปIntel 82574Lถึงสองพอร์ต เพื่อให้แน่ใจถึงความสามารถในการปฏิบัติงานตลอดจนมีระบบคอยเฝ้าระวังและบริหารจัดการฮาร์ดแวร์ ตลอดจน TPM module ที่จะคอยป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์
Giada N70E-DR นั้นออกแบบมาให้เป็นเมนบอร์ดที่มีเสถียรภาพในการใช้งานในระยะยาว โดยที่ทั้งตัวเมนบอร์ดนั้นเลือกใช้คาปาซิเตอร์แบบ solid ทั้งหมด ตลอดจนตัวเหนี่ยวนำที่มีแกนเป็นแบบนิเกิล นอกจากนี้ยังเลือกใช้ชิป MOSFET คุณภาพสูงอย่าง PowerPAK ที่จะช่วยการันตีความเสถียรระหว่างการทำงานได้ในระยะเวลานาน
N70E-DR NAS Builder
เมนบอร์ดขนาดเล็กแบบ mini-ITX นั้นมีความโดดเด่นอยู่ที่เรื่องของขนาดเล็กกระทัดรัด และกินพลังงานต่ำ และสิ่งที่ทำให้ Giada N70E-DR ไม่เหมือนเมนบอร์ดจากเจ้าอื่นคือ หลายครั้งที่บอร์ด mini-ITX ไม่มีฟีเจอร์ขั้นสูงที่ผู้ใช้ต้องการ อย่างเช่น บอร์ดบางรุ่นอาจมีพอร์ต SATA แค่ 2 พอร์ต แต่สำหรับ N70E-DR มาพร้อมกับ SATA ถึง 6 พอร์ต โดยมี 2 พอร์ตเป็น SATA 3.0 และสองพอร์ตนั้นก็สามารถทำ RAID 0, 1 ,5 และ 10 ได้แบบ Native อีกด้วย
ตัวบอร์ดมาพร้อมกับพอร์ต USB3.0 ถึง 2 พอร์ต และยังมีระบบเฝ้าระวังฮาร์ดแวร์ และฟังก์ชั่นการบริหารจัดการ เช่นระบบเตือนการเปิดฝาเคส ระบบเตือนความร้อนซีพียู และระบบเตือนพลังงานผิดปกติ ตลอดจนพินสำหรับเสียบ TPM module เพื่อการป้องกันข้อมูล
ในการที่จะสร้าง NAS Server ที่คุ้มค่า เพียงแค่เริ่มจากการเลือกเมนบอร์ด Giada N70E-DR และติดตั้งระบบปฏิบัติการ NAS ยอดนิยมอย่าง FreeNASที่เป็นระบบปฏิบัติการยอดนิยมสำหรับระบบ NAS ในเครื่อง NAS Server แบบประกอบเองโดยเป็น open-source ที่มีฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ต้องการ และที่สำคัญ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งาน

BitLocker ป้องกันการยืมแฟลชไดร์ฟและฮาร์ดดิสก์แบบไม่ได้รับอนุญาติ


BitLocker ป้องกันการยืมแฟลชไดร์ฟและฮาร์ดดิสก์แบบไม่ได้รับอนุญาติ ปัญหามากมายจากการยืมของกันใช้โดยเฉพาะกับฮาร์ดไดรฟ์และแฟลชไดรฟ์ที่หลายคนเลือกจะใช้เก็บข้อมูลส่วนตัว ทำให้หลายคนพยายามหาทางแก้ด้วยการป้องกัน ซึ่ง Windows 8 ก็มีฟังก์ชันดังกล่าวให้เราใช้ ด้วยระบบป้องกันที่ใช้งานง่าย รวมถึงการตั้งค่าความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์สะดวก ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งซอฟต์แวร์อื่นมาติดตั้งให้เสียเวลา
ซึ่งในขั้นตอนการทำงานเหล่านั้น ก็ใช้เวลาไม่มากนัก เพียงแต่อาจจะต้องเตรียมฮาร์ดไดรฟ์หรือแฟลชไดรฟ์ ด้วยการต่อฮาร์ดไดรฟ์หรือแฟลชไดรฟ์เข้ากับพอร์ต USB บนคอมพิวเตอร์ หากเป็นของใหม่ ก็รอให้ระบบ Detect Device ให้เสร็จสิ้น
Bit Locker
  1. ตรวจสอบกันก่อนว่าอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่จะนำมาใช้นั้น ระบบสามารถตรวจสอบได้อย่างถูกต้องเรียบร้อยBitLocker
  2. คลิกขวาที่ฮาร์ดแวร์ตัวดังกล่าว จากนั้นเลือกที่ Turn BitLocker OnBitLocker
  3. ในหน้าของ BitLocker Drive Encryption ให้ใส่เครื่องหมายหน้า Use a password to unlock this driveจากนั้นให้ใส่พาสส์เวิร์ด ในช่อง Enter your password และช่อง Re-enter password ให้ครบ แล้วคลิกNextBitLocker
  4. ถัดมาจะเป็นการให้ใส่คีย์ เพื่อเป็นทางออกในกรณีที่คุณจำพาสส์เวิร์ดในการเข้าใช้ BitLocker ไม่ได้ โดยระบบจะจัดเก็บเป็นคีย์เอาไว้ สำหรับการนำมาใช้ Access เข้าไปในระบบได้ภายหลัง ให้คลิก Save to a file แล้วคลิก NextBitLocker
  5. หาที่จัดเก็บไฟล์ที่เป็นคีย์เหล่านั้นในที่ปลอดภัย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เองว่าจะสะดวกในจุดใดมากที่สุด แล้วคลิก SaveBitLocker
  6. จากนั้นเข้าสู่การเข้ารหัสไฟล์ ด้วยการ Encryption โดยให้เลือกว่าจะเข้ารหัสเฉพาะพื้นที่ที่ถูกใช้งานอยู่หรือจะเข้ารหัสทั้งไดรฟ์ เลือกแบบ Encrypt used disk space only จะใช้เวลาสั้นกว่า จากนั้นคลิก NextBitLocker
  7. จะมีหน้าต่างยืนยันการเข้ารหัสไดรฟ์ ให้คลิกที่ Start encrypting ได้เลยBitLocker
  8. จากนั้นรอระบบทำงานสักระยะ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลที่อยู่ในไดรฟ์ที่ต้องการ EncryptionBitLocker
  9. เมื่อเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีหน้าต่างแจ้งเตือน Encryption of … is complete ให้คลิก CloseBitLocker
  10. เมื่อลองเอาแฟลชไดรฟ์ดังกล่าวมาต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ ก็จะมีฟังก์ชัน BitLocker เตือนขึ้นมาให้ใส่รหัสสำหรับการเข้าใช้งาน

14 ส.ค. 2556

จากเครื่องมือโสตสู่เทคโนโลยีการศึกษา

เทคโนโลยีการศึกษาทั้งในรูปของ Hardware และ Software รวมทั้ง Techniques หรือวิธีการต่าง ๆ นั้นส่วนมากไม่ได้ตั้งใจสร้างขึ้นหรือคิดขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ทางการศึกษา การนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้เพื่อการศึกษานั้นส่วนมากจึงเป็นการประยุกต์จากเทคโนโลยีที่คิดค้นและพัฒนาเพื่อจุดประสงค์อื่น การปรับเปลี่ยนเพื่อประยุกต์เทคโนโลยีมาใช้ทางการศึกษาหรือเป็นสื่อการสอนจึงต้องใช้เวลาสำหรับพัฒนาการของเทคโนโลยีเหล่านั้นดังตัวอย่างต่อไปนี้
สื่อการสอน (Instructional Media) แต่เดิมหมายถึงเครื่องมือโสตทัศนศึกษาต่าง ๆ (Audiovisual Aids) ที่ใช้ในระดับประถมและมัธยมศึกษาที่ทำหน้าที่บริการและช่วยการสอนของครู ในช่วงปี ค.ศ. 1900-1910 พิพิธภัณฑ์ในโรงเรียนได้ใช้อุปกรณ์โสตทัศน์เหล่านี้ในการแสดงหรือเผยแพร่ความรู้ โดยจุดประสงค์ของพิพิธภัณฑ์ก็เพื่อช่วยให้การสอนในโรงเรียนมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
พิพิธภัณฑ์ในโรงเรียนแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1905 ชื่อ St.Louis Educational Museum เป็น Museum ที่ใช้รถม้าลากไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ในรถม้าลาก (Horsedrawn Wagons) จะประกอบไปด้วยสื่อการสอนต่าง ๆ เช่น ภาพเขียน แผนที่ และแผนภูมิ เป็นต้น
การใช้ภาพยนตร์เพื่อการศึกษาเริ่มขึ้นในระยะเวลาเดียวกัน ภาพยนตร์ส่วนมากที่ใช้เพื่อการศึกษาเกี่ยวกับการละคร อุตสาหกรรม หรือผลงานของรัฐบาล เครื่องฉายภาพยนตร์ในรุ่นแรก ๆ ได้พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Bell and Howell ในปี ค.ศ. 1907 เช่นเดียวกับสื่ออื่น ๆ ในช่วงเริ่มต้นนี้ภาพยนตร์จะใช้ประกอบการสอนมากกว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเป็นบทเรียนสำเร็จในตัวในช่วงปี ค.ศ. 1900-1925 การใช้อุปกรณ์เรียกว่าเป็นอุปกรณ์ทัศนศึกษา หรือ Visual Instruction or Visual Education เพราะเสียงที่ใช้ในภาพยนตร์ยังไม่ได้รับการพัฒนาจนถึงปลายของ ค.ศ. 1900 ซึ่งมีสถานีวิทยุและการบันทึกเสียงได้ จึงเกิดเป็นการเรียกอุปกรณ์ประเภทนี้ว่าโสตทัศนศึกษาหรือ Audiovisual Instruction
การพัฒนาของวิทยุศึกษาเริ่มในช่วงปี ค.ศ. 1925-1935 และหลังจากปี ค.ศ. 1935 มาแล้ว วิทยุศึกษาที่ใช้ในโรงเรียนเริ่มลดลงจนถึงปัจจุบันจะเห็นโทรทัศน์ในสถานศึกษามากกว่าวิทยุเสียแล้ว ส่วนวิทยุนั้นสถานศึกษาได้มีสถานีส่งวิทยุของตนเองและใช้ในการสอนวิชาการวิทยุและให้ข่าวสารและบันเทิง แก่สมาชิกและชุมชนโดยรอบ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การใช้สื่อการสอนในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างมากเพราะขาดแคลนอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ เนื่องจากได้ถูกแปลงไปใช้เพื่อกิจกรรมทางการทหารเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลอเมริกันได้ทุ่มงบประมาณจัดซื้อ เครื่องฉายภาพยนตร์ประมาณ 55,000 เครื่องและผลิตภาพยนตร์เพื่อการฝึกทหาร 457 เรื่องมูลค่าประมาณกว่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะนั้นทำให้มีการตื่นตัวในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและวงการทหารเป็นอย่างมาก
“Viewgraph” เป็นชื่อแรกของบริษัทผลิตเครื่องฉายข้ามศีรษะ ซึ่งชื่อนี้ยังติดปากทหารอเมริกัน (รุ่นสงครามโลก) และบุคลากรที่ใช้เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะหรือ Overhead Projector นี้โดยมักจะเรียกว่า Viewgraph ตามชื่อของบริษัทผู้ผลิต ในระหว่างสงครามนี้ Viewgraph ได้รับการพัฒนามาจากกองทัพเรือสหรัฐ (U.S. Navy) เพื่อใช้ในการฉายแผนที่และสรุปรายงาน โดยนำมาใช้แทนเครื่องฉายภาพทึบแสงหรือ Opaque Projector เพราะสามารถที่จะเขียนลงไปบนแผ่นใสได้ปัจจุบัน Overhead Projector หรือเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะเป็นที่รู้จักและใช้กันในฐานะที่เป็นอุปกรณ์ทางด้านโสตทัศนศึกษาอย่างหนึ่ง
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงมีการขยายตัวของการใช้อุปกรณ์โสตทัศนศึกษากันมากขึ้น เพราะการใช้ในระหว่างสงครามให้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในขณะเดียวกันการวิจัยทางด้าน Audiovisual ได้เกิดขึ้นเพื่อจะหาหลักการและทฤษฎีที่สามารถนำไปใช้ในการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้ได้ อย่างไรก็ตามผลการวิจัยยังไม่เป็นที่สนใจของผู้ใช้มากนักใน
ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1950-1960 ผู้นำทางด้าน Audiovisual ได้มีการเคลื่อนไหวให้เกิดความสนใจในรูปแบบและทฤษฎีของการสื่อสารขึ้น ซึ่งวิธีการสื่อสาร (Communication) ได้ถูกนำมาเป็นจุดสำคัญของการศึกษา โดยให้ความสำคัญว่าในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น ควรจะเน้นกระบวนการของการรับรู้สารมากกว่าการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อจะนำส่งสารอย่างที่คุณสมบัติของอุปกรณ์ต่าง ๆ มีอยู่
โทรทัศน์เพื่อการสอนเริ่มมีบทบาทในช่วงเดียวกันในปี ค.ศ. 1952 โดย Federal Communications Commission ของสหรัฐอเมริกาได้จัดช่องสัญญาณโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขึ้นจำนวน 242 ช่อง ในขณะเดียวกันมูลนิธิ Ford (Ford Foundation) ได้สนับสนุนให้ทุนทางด้านโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขึ้น เริ่มมีการสอนทางโทรทัศน์ทั้งออกอากาศและวงจรปิดกับผู้เรียน ในปัจจุบันรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษาจะจัดอยู่ในรูปของวีดิทัศน์ (Videotape) จอโทรทัศน์ได้ถูกนำมาใช้แทนจอภาพยนตร์ในการดูสาระสำคัญทางการศึกษาต่างๆ ภาพยนตร์การศึกษายังคงมีปรากฏในขนาด 16 mm หรือในรูป Videotape
บทเรียนโปรแกรมเริ่มเกิดขึ้นจากผลงานการศึกษาของนักจิตวิทยา B.F. Skinner ในระหว่าง ค.ศ. 1950-1960 เนื่องจากอุปกรณ์การสอนส่วนมากที่กล่าวถึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนรู้ทำให้เกิดความคิดเรื่องของเทคโนโลยีทางการสอนขึ้น Skinner ได้เริ่มให้ความสนใจกับอุปกรณ์อย่างหนึ่งเรียกว่า “Teaching Machine” ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาลงในกระดาษเรียกว่า บทเรียนโปรแกรมหรือ Programmed Texts บทเรียนโปรแกรมได้รับความนิยมสูงสุดในระหว่างปี ค.ศ. 1960-1970 และเป็นแนวทางของการสร้างสรรค์งานเทคโนโลยีทางการสอนต่างๆ ที่ตามมา เช่น Audio-tutorial System และ Individualized Instruction ต่าง ๆ
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในช่วง ค.ศ. 1970-1980 ได้ใช้พื้นฐานการสร้างบทเรียนจากบทเรียนโปรแกรมบทเรียนโปรแกรมและวิธีการเรียนด้วยตนเองต่าง ๆ ได้ค่อย ๆ จางหายไปจากการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนโดยมีคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนช่วยในการเรียนการสอน ซึ่งไม่ได้ใช้หลักการของ Skinner อย่างเดียวกับบทเรียน โปรแกรมแต่เป็นการผสมผสานหลักและวิธีการเรียนรู้ต่างๆ ไว้ด้วยกัน ในปัจจุบันเกือบทุกโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอน และสัดส่วนระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับผู้เรียนเริ่มเข้าใกล้กันมากขึ้นทุกขณะอีกด้วย
ตำราเรียนยังคงเป็นแห่งวิชาการให้ผู้เรียนได้ใช้ศึกษาอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง Overhead Projector ได้เข้ามาประจำในห้องเรียน โดยครูนำมาใช้แทนกระดานดำ ส่วน Videotape ทางการศึกษาได้ถูกนำมาแทน Film ภาพยนตร์เพราะสะดวกและราคาถูกในการใช้งานทางการศึกษา ส่วน Filmstrips, Slides และ Audiotape ตลอดจนสิ่งพิมพ์ต่างๆ ยังคงนำมาใช้ในการสนับสนุนการเรียนด้วยตนเอง โดยจัดไว้ในศูนย์การเรียนและห้องสมุด
ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งเทคโนโลยีทางการสอนเหล่านั้นได้สร้างเสริมประสบการณ์ให้กับผู้เรียนและมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้มากและใช้เพื่อเป็นเครื่องช่วยประกอบการเรียนการสอนที่ครูนำมาใช้ แต่สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยไปเป็นส่วนมาก เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทสำคัญทางการศึกษา ถึงแม้ว่าแรกเริ่มของการการคิดค้นคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั้นไม่มีจุดประสงค์จะนำมาใช้เพื่อเป็นเทคโนโลยีสำหรับการศึกษาและการเรียนรู้เหมือนเช่นเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาในอดีต จากนี้เป็นต้นไปควรจะเป็นเวลาที่จะคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาที่แท้จริงดูบ้าง
รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์
·          


5 ส.ค. 2556

หมดปัญหากับพวกชอบขโมย สัญญาณ Wi-Fi 

เคยมั้ยกับการที่เราติดสัญญาณ Wi-Fi เอาไว้ใช้ในบ้านส่วนตัวแต่กลับพบว่าความเร็วของสัญญาณนั้นถูกกระจายลดทอนออกไปในวงกว้างทำให้อาจเกิดเหตุการณ์ขโมยสัญญาณ Wi-Fi กันเกิดขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการท่องโลกอินเตอร์เน็ตของเรานั้นช้าลงไปด้วย (ทั้งๆ ที่เราต้องเป็นผู้เสียค่าบริการเองผู้เดียวซะงั้น)
ใครที่กำลังปวดสมองกับปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ต้องวิตกกังวลไป เพราะในปัจจุบันได้มีการคิดค้นออกแบบวัสดุติดผนัง (วอลเปเปอร์) ชนิดใหม่ที่สามารถสร้างความปลอดภัยให้แก่ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wi-Fi)แบบได้ผล 100% ทำให้เราสามารถใช้สัญญาณไวร์เลสได้อย่างราบรื่น เช่น สามารถจำกัดบล็อคสัญญาณให้ไช้ได้แต่เฉพาะในห้องหรือในอาคารที่เราต้องการได้ แต่ในขณะเดียวก็ยอมให้สัญญาณจำพวกมือถือและคลื่นวิทยุนั้นผ่านได้ตามปกติ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบล็อกคลื่นรบกวนของพื้นที่ต่างๆ เช่น โรงภาพยนต์,โรงพยาบาล,โรงละคร ได้อีกด้วย  เท่านี้ก็หมดปัญหากับพวกชอบขโมยสัญญาณ Wi-Fi คนอื่นใช้ได้ในราคาที่ไม่แพงอีกด้วย (ลองหามาใช้กันดูนะ)