12 ก.ย. 2556

สื่อการเรียนรู้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ - ฉลาดทันกาล

ในยุคปัจจุบันเทคโน โลยีต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน  ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ และเป็นที่ยอมรับกันว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทในวงการต่าง ๆ มากมาย
ทั้งนี้เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถช่วยให้งานเกิดความคล่องตัวและมีความถูกต้อ งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มากมาย อีกบทบาทหนึ่งของคอมพิวเตอร์ที่นำมาประยุกต์ในการศึกษาก็คือ การใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะช่วยสอน จึงเป็นที่ยอมรับของนักการศึกษา
ซึ่งที่วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ ได้มีการคิดค้นสื่อการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์บนไอแพด ขึ้น เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการพัฒนาสื่อการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยจะมีการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสื่อการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยสื่อการเรียนรู้ดังกล่าวได้จัดทำขึ้นในรูปแบบ Digital Magazine จัดเป็น Digital Publishing ที่ถูกพัฒนาจาก Electronic Document เป็นการรวบรวมเนื้อหาแล้วจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเนื้อหาที่มีอยู่และนำมาดัดแปลงในรูปแบบต่าง ๆ
นายเผด็จ อ่ำนาเพียง วิทยฐานะชำนาญการ วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ อธิบายว่า สื่อการเรียนรู้ดังกล่าวเป็นระบบปฏิบัติการให้เด็กเรียนรู้ และจัดการเรียนการสอนในระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์, วินโดว์ส 8 และ ไอโอเอส  ซึ่งการผลิตสื่อนี้นักเรียนนักศึกษาจะสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิดของคอมพิวเตอร์ได้ รวมถึงการศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การนำอุปกรณ์แต่ละชนิดมาประกอบเป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และประยุกต์การใช้งานให้เหมาะสมกับซอฟต์แวร์ในปัจจุบัน
สำหรับเนื้อหาของสื่อคอมพิวเตอร์นั้นจะประกอบไปด้วย ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ เมนบอร์ด ซีพียู ฮาร์ดดิสก์ การประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ แรม ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับไบออส การติดตั้งโปรแกรม ทั้งนี้การพัฒนาสื่อการเรียนรู้รายวิชาปฏิบัติการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์บนสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้น ส่งผลให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียน มีความกระตือรือร้นและตั้งใจเป็นอย่างดี
ต้องยอมรับว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์เข้ามามีบทบาทต่อการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เด็กได้เรียนรู้ตามโลกไอทีที่ไม่มีวันหยุดนิ่งแล้ว แต่เด็กยังได้เรียนรู้การใช้สื่อสมัยใหม่เหล่านี้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงอีกด้วย.
อุทิตา รัตนภักดี

ซีอีโอไมโครซอฟท์เกษียณตัวเอง - โลกาภิวัฒน์

สตีฟ บอลเมอร์ ซีอีโอหนึ่งในตำนานแห่งไมโครซอฟท์ต่อจากบิล เกตส์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้ประกาศจะเกษียณตนเองปีหน้า และกำลังหาซีอีโอใหม่มาสร้างตำนานต่อไป
ไมโครซอฟท์ซึ่งทางผู้อ่านคุ้นเคยดีอยู่แล้วว่า บิล เกตส์ผู้ก่อตั้งเป็นผู้สร้างตำนานความสำเร็จทางไอทีในยุคนั้น จนกระทั่งบิลเกตส์รวยที่สุดในโลกหลายปีติดต่อกัน  และไมโครซอฟท์ก็เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งต่อมาสตีฟ  บอลเมอร์  สหายคู่ใจบิล เกตส์ก็มารับช่วงต่อจากบิล เกตส์
สตีฟได้กล่าวว่า “ในช่วงเปลี่ยนผ่านของไมโครซอฟท์นั้น ขณะนี้เป็นจังหวะที่เหมาะที่สุดที่จะต้องมีการเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทและมีซีอีโอคนรุ่นใหม่มาสานต่อภารกิจของไมโครซอฟท์”              
“เราจะประกาศยุทธศาสตร์ใหม่และองค์กรใหม่และเราก็มีทีมงานผู้นำและผู้บริหารอาวุโสที่วิเศษ”
สตีฟ ตั้งใจที่จะเปลี่ยนให้ไมโครซอฟท์ไปสู่บริษัททางด้าน “อุปกรณ์และบริการ” แทนที่จะเป็นบริษัทบริการซอฟต์แวร์เช่นเดิม
ไมโครซอฟท์ใหม่นี้ จะเป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการทำอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ บริการออนไลน์และแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะสามารถใช้ทำงานด้วยกันอย่างไร้ข้อตำหนิ ด้วยเทคโนโลยีหน้าจอบนมือถือแบบไร้สาย
สตีฟ  บอลเมอร์  ได้กล่าวไว้ในตอนแรกว่า อันที่จริงเขาจะลาออกในช่วงท้ายของการปรับเปลี่ยนบริษัทด้วยยุทธศาสตร์ใหม่แต่ก็คิดว่าอาจจะต้องอยู่ต่อในฐานะซีอีโอ  เพื่อให้ช่วงการปรับองค์กรใหม่สามารถสำเร็จตามความตั้งใจ
ขณะนี้ไมโครซอฟท์ยังไม่มีทายาทสร้างขึ้นมาเป็นซีอีโอต่อจาก สตีฟ บอลเมอร์ 
เลยจำเป็นต้องหาคนใหม่ซึ่งในงานนี้บิล เกตส์  เจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทก็จะมาคัดเลือกจ้างซีอีโอใหม่ด้วย
บิล เกตส์ กล่าวว่า “ผมจะทำงานร่วมกับคณะกรรมการคัดเลือกอย่างใกล้ชิด เพื่อจะหาซีอีโอคนใหม่ที่ดีที่สุดสำหรับไมโครซอฟท์ยุคใหม่ และเราก็โชคดีที่มีสตีฟ  ซีอีโอช่วยงานนี้ได้อีกแรงหนึ่งเป็นอย่างดีในช่วงเปลี่ยนผ่านของไมโครซอฟท์
นักลงทุนทั้งหลายก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า บอลเมอร์ไม่ยอมสร้างทายาทซีอีโอให้กับไมโครซอฟท์ ผู้บริหารเก่ง ดีและเด่นหลายคนของไมโครซอฟท์ ก็ถูกปล่อยให้เกษียณตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย เช่น สตีฟ  ซินอฟสกี้ ผู้นำด้านวินโดว์สของไมโครซอฟท์และผู้นำด้านซอฟต์ แวร์อย่าง เรย์ ออซซี  ซึ่งก็เด่นมาก  กลับไม่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นซีอีโอต่อจากเขา กระทั่งผู้นำด้านอุปกรณ์ของไมโครซอฟท์อย่าง จูลี สาร์สัน กรีน ซึ่งก็น่าที่จะเป็นตัวเก็ง
ซีอีโอของไมโครซอฟท์ยุคใหม่ แต่ทางคณะกรรมการก็อาจจะเลือกคนใหม่จากภายนอกเลยก็ได้
สตีฟ บอลเมอร์ ซีอีโอ ไมโครซอฟท์ถือว่าอยู่นานที่สุดคนหนึ่งของไมโครซอฟท์  ซึ่งเขาเป็นซีอีโอตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ก็ประมาณ 13 ปี ไมโครซอฟท์ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกแต่ปัจจุบันมูลค่านั้นลดลงมาครึ่งหนึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และมูลค่าหุ้นของไมโครซอฟท์อยู่ระหว่าง  25-35 ดอลลาร์ ต่อหุ้นเท่านั้น ไม่มีอะไรหวือหวา
นักวิจารณ์ได้กล่าวว่า สตีฟ บอลเมอร์ไม่สามารถตามกระแสการปฏิวัติแห่งยุคไร้สายได้ทันกาล และตามกระแสอย่างบริษัทแอปเปิลและกูเกิลไม่ทัน
ในพฤหัสบดีหน้าผมจะเขียนประวัติความสำเร็จและบทเรียนที่ไมโครซอฟท์ไม่ได้ทำช่วงสตีฟ บอลเมอร์ เป็นซีอีโอมาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ.
รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล
อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด
boonmark@stamford.edu

11 ก.ย. 2556

‘ไอซีที’ พัฒนา ‘ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น’โปรแกรมใช้งานบนแท็บเล็ต นำร่องสาธิตจุฬาฯ

“เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” เรามักจะได้ยินเสมออยู่บ่อยครั้ง การที่จะส่งเสริมให้เด็กไทยมีความสามารถนอกจากมันสมองและการใฝ่รู้ของตัวเด็กเองแล้ว การได้รับการสนับสนุนที่ดี ผู้ใหญ่ในวันหน้าจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ในการจัดการการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาอัจฉริยะ หรือ ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น แพลตฟอร์ม ตามนโยบายการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาไทย ในโครงการคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) เพื่อการศึกษา

โดยปัจจุบัน การศึกษาไทยจะต้องทัดเทียมกับนานาชาติ จึงมอบนโยบายให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และทีมงานโปรแกรม เมอร์ พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ “ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น” เพื่อทดสอบการทำงานในโครงการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และแพลตฟอร์มมาตรฐานเพื่อให้บริการระบบซอฟต์แวร์ด้านการศึกษาไทย ที่ใช้งานได้ทั้งบนอุปกรณ์แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์พีซี บนแพลตฟอร์มยอดนิยมทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ไอโอเอส  และวินโดว์ส

ถือเป็นการเพิ่มโอกาสทาง การศึกษาด้วยระบบ อีเลิร์นนิ่ง ที่สามารถส่งความรู้ไปยังนักเรียนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ให้นักเรียนได้ใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเพื่อการศึกษาได้อย่างกว้างขวาง เป็นการปฏิรูปการศึกษาให้ก้าวไกล สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนการสอนที่กำลังเปลี่ยนไปในอนาคตน.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ไทยแลนด์ สมาร์ท เอ็ดดูเคชั่น จะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย มาผนวกกับเครือข่ายข้อมูลเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ระบบบริการคลาวด์ และนำแท็บเล็ต มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการศึกษา กระจายโอกาสทางการศึกษาได้อย่างดี

ซึ่งมีการพัฒนามาตรฐานหลักสูตรการเรียนรู้และวิธีการทดสอบความรู้ การพัฒนาครู อาจารย์ ในด้านทักษะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการสอน การพัฒนาการวิจัยและประเมินผล ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาการศึกษาเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะเป็นการนำร่องการนำระบบแอพพลิเคชั่นสำหรับการศึกษาบนแท็บเล็ตขยายผลสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเป็นต้นแบบให้บริการแก่โรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศในอนาคต จะมุ่งเน้นการใช้งานเพื่อส่งเสริมการทำแบบฝึกหัดของนักเรียน และการจัดการระเบียนคะแนนสะสมของนักเรียน

สำหรับระบบดังกล่าวจะครอบคลุมการใช้งานสำหรับผู้ใช้งาน 4 ฝ่ายที่สำคัญ คือ นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และโรงเรียน ถือเป็นกลไกในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยจะเชื่อมโยงการเรียนรู้ทั้งจากโรงเรียนและบ้าน นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ครูและผู้ปกครองสามารถติดตามพัฒนาการการเรียนรู้ของนักเรียนได้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้

การจะให้ความรู้แก่เด็ก นอกจากการสั่งสอนจากบิดา มารดาแล้ว การผลักดันวิชาความรู้จากรั้วโรงเรียนถือเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน เพราะปัจจุบันโลกพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง รูปแบบการเรียนการสอนจึงต้องปรับเปลี่ยนเช่นกัน

หวังว่าการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาผสมผสานกับสื่อการเรียนสมัยใหม่จะทำให้อันดับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยที่ปัจจุบันอยู่ในลำดับที่ 8 ถือเป็นอันดับสุดท้ายของกลุ่มภูมิภาคอาเซียนจะขยับขึ้นมาเป็นลำดับต้นได้ในเร็ววัน.
กัญณัฏฐ์ บุตรดี
Kanyanat25@gmail.com

แอดไวซ์ขยายธุรกิจไอทีลงท้องถิ่น

ผ่านแนวคิดให้เป็นเจ้าของร้านเอง ไม่คิดค่าธรรมเนียมแรกเข้า เน้นขยายตลาดธุรกิจไอทีท้องถิ่น  ปัจจุบันมีกว่า  170 สาขา  ระบุแม้ตลาดไอทีจะนิ่ง แต่สมาร์ทโฟนในต่างจังหวัดกำลังเติบโตมาก ในอนาคตสินค้าไอทีและสมาร์ทโฟนจะแยกกันไม่ออก
นายณัฏฐ์  ณัฐนิธิการัชต์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทแอดไวซ์  โฮลดิ้ง กรุ๊ป จำกัด  ให้สัมภาษณ์ว่า  แอดไวซ์ เป็นบริษัทที่เกิดจากการรวมตัวของนักธุรกิจค้าปลีกไอทีในท้องถิ่น เรียกว่า แอดไวซ์ แฟมิลี่ แยกตามขนาดของกิจการ โดยแอดไวซ์กรุ๊ป จะจำหน่ายตรงให้กับตัวแทนแอดไวซ์ประจำจังหวัด จากนั้นจะส่งสินค้าจำหน่ายต่อยังร้านแอดไวซ์ชอป และแอดไวซ์มินิ ซึ่งเป็นร้านค้าระดับอำเภอ รวมถึงร้านสาขาในเครือข่าย 
กรรมการผู้อำนวยการแอดไวซ์ กล่าวว่า แอดไวซ์จะมีตลาดหลักอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมียอดขายมากที่สุด แต่ราคาเฉลี่ยซื้อสินค้าจะต่ำที่สุด เช่น คอมพิวเตอร์  ราคาประมาณหมื่นต้น ๆ จะขายดีมาก ส่วนภาคที่มีแรงซื้อสินค้าราคาแพงมากคือ ภาคใต้
ปัจจุบัน ถึงแม้ว่า ตลาดสินค้าไอทีจะนิ่ง ไม่หวือหวาเหมือนสินค้าโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แต่ก็ยังมียอดขายเติบโตต่อเนื่องทุกปี คาดว่าถึงสิ้นปีจะโตประมาณ 10%   ยอมรับว่า สมาร์ทโฟนทำให้สินค้าไอทีหยุดชะงัก  แต่จากประสบการณ์เชื่อมั่นว่า อีกไม่นานสินค้าไอทีและโทรศัพท์มือถือจะแยกกันไม่ออก ซึ่งแอดไวซ์ก็เริ่มจัดมุมให้มีสินค้าสมาร์ทโฟนมาจำหน่ายในร้านบ้างแล้ว อีกทั้ง กำลังจะขยายสาขาหลักเพิ่มเติม  คาดว่าจะเสร็จภายในปีหน้า 
สำหรับบริษัท แอดไวซ์ โฮลดิ้งส์ กรุ๊ป จำกัด (AVH) หรือ แอดไวซ์ (Advice) มีสินค้า อุปกรณ์ไอที ทั้งปลีกและส่ง กว่า 6,000 รายการ ควบคุมการทำงานโดยใช้ระบบสารสนเทศทั้งระบบบัญชี ระบบสต๊อกสินค้า โดยแต่ละร้านบริหารงานโดยเจ้าของกิจการเอง ในลักษณะเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งหมด ปัจจุบัน แอดไวซ์ มีเครือข่ายอยู่กว่า 170 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ 72 จังหวัดทั่วประเทศ.

6 ก.ย. 2556

เรื่องควรรู้ การสิ้นสุดสัมปทานคลื่น 1800MHz 15 ก.ย.56 ของ True Move และ GSM1800 ซิมดับ-ไม่ดับ?


1800mhzก้าวสู่เดือนกันยายน แล้ว ข่าวสารเกี่ยวกับ สัมปทานคลื่น 1800 MHz ช่วงนี้จะมาเยอะเป็นกรณีพิเศษ เพราะ วันที่ 15 กันยายน คลื่น 1800MHz ของทั้ง 2 ให้บริการคือ DPC (ผู้ให้บริการ GSM 1800)  และ True move ภายใต้เจ้าของสัมปทานคือ CAT จะหมดสัมปทาน   ซึ่งต้องส่งคืนคลื่น 1800 MHz ให้กับ กสทช. ซึ่งจะกระทบผู้ใช้บริการบนคลื่น 1800 MHz กว่า 17 ล้านเลขหมาย ท่ามกลางความสงสัยในหลายๆประเด็น เลยรวบรวมไว้เป็น ถาม-ตอบ เกี่ยวกับ สิ่งที่ต้องรู้กรณีสิ้นสุดสัมปทานคลื่น 1800 MHz นี้กัน

คลื่น 1800 MHz คืออะไร  ?

คลื่น 1800 MHz เป็นคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือ ที่คุณใช้ตั้งแต่อดีต ซึ่งเป็นคลื่น 2G เน้นการโทรศัพท์ด้วยเสียง ทั่วไป การส่ง sms และการ  รับส่งข้อมูลผ่าน GPRS และ EDGE ให้บริการนานมาแล้ว ก่อนที่ 3G จะเปิดให้บริการ  ปัจจุบันมีผู้ให้บริการบนคลื่นความถี่ 1800 MHz ถึง 3 ราย ได้แก่  dtac , DPC , และ true move

มีผู้ให้บริการรายไหนสิ้นสุดสัมปทานบ้าง ?

1800mhz-end-service-15sep2013
คลื่น 1800 MHz ที่จะหมดอายุสัมปทาน และจะต้องคืนคลื่นให้กับ กสทช. ได้แก่ GSM 1800 และ  True move (ไม่ใช่ true move H )  โดยสิ้นสุดการให้บริการ 15 กันยายนนี้

แล้วทั้ง 2 ค่าย ประกาศแจ้งผู้ใช้บริการได้รับทราบหรือยัง? 

letter-1800-mhz-end-alert-truemove
notice-gsm1800-truemove-1800mhz-end-serviceได้ประกาศแจ้งให้ทราบแล้ว ในหลายช่องทาง ทั้ง ผ่านทางเว็บไซต์ GSM 1800 และ true move  , ผ่านจดหมายที่แนบไปกับบิลค่าใช้บริการโทรศัพท์มือถือ , และทาง SMS ของผู้ใช้ที่ใช้บนคลื่น 1800 MHz อยู่

เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราใช้คลื่น 1800 MHz ที่กำลังจะหมดสัมปทานอยู่ ? 

**ย้ำว่า สำหรับผู้ที่จะหมดสัมปทานคลื่น 1800 MHz ในวันที่ 15 กันยายนนี้ คือ 2 ค่ายเท่านั้น ได้แก่ ทรูมูฟ และ ดิจิตอลโฟน**
ทราบจากการแจ้งเตือนผ่านทาง SMS  โดยผู้ใช้คลื่น GSM 1800 และ Truemove จะได้รับ SMS แจ้งเตือนว่า การให้บริการคลื่น 1800 จะสิ้นสุดลง แนะนำให้ไปอัพเกรดเครือข่าย
  • โดยกรณีของ GSM 1800 จะแนะนำให้ไปทาง AIS 3G 2100
  • ส่วน truemove จะแนะนำอัพเกรดไปยัง truemove H รายเดือน หรือเติมเงิน 
โดยการอัพเกรดนี้ ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น และหลังจากอัพเกรดแล้ว สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องต่อไป แต่จะต้องเลือกโปรโมชั่นใหม่ด้วย และผู้ให้บริการบางรายก็มีเสนอโปรโมชั่นเพิ่มเติมด้วย เช่นแจกมือถือฟรี เพื่อให้สามารถใช้ 2G และ 3G บนเครือข่ายใหม่ได้ เป็นต้น
(อย่างไรก็ตาม ลูกค้าไม่ได้ถูกจำกัดให้ย้ายเข้าไปยังบริษัทเครือข่ายของค่ายเดิม แต่สามารถย้ายไปยังค่ายใดก็ได้ และหากไม่ย้าย จนกระทั่งหมดระยะเวลาการเยียวยาคือหลัง 15 กันยายน 2557 ก็จะต้องปล่อยให้ซิมดับไปโดยปริยาย)

ถ้าไม่ประสงค์อัพเกรด แต่จะใช้เบอร์นี้ สมัครกับผู้ให้บริการรายอื่น (ย้ายค่ายใหม่ เบอร์เดิม) ได้หรือไม่ ? 
ทำได้  โดยทำการย้ายเครือข่ายใหม่เบอร์เดิม  โดยสมัครที่ผู้ให้บริการมือถือรายใหม่ที่คุณใช้บริการได้ทันที ค่าธรรมเนียมในการย้ายเครือข่ายใหม่เบอร์เดิมนั้น 29 บาท และเผลอๆจะได้ส่วนลดต่างๆตามโปรโมชั่นของเครือข่ายใหม่ที่คุณสมัคร

หากเรายังไม่ได้ย้ายค่ายเลย แล้วหลัง 15 กันยายน 2556 นี้ ซึ่งสิ้นสุดสัมปทาน ซิมดับหรือไม่ ? 

ซิมไม่ดับ เนื่องจาก ทาง กสทช.ได้ดำเนินการมาตรการคุ้มครองเยียวยาผู้ใช้คลื่น 1800MHz  ซึ่งออกประกาศราชกิจจานุเบกษา แล้ว ว่า ผู้ให้บริการมือถือที่หมดสัมปทานคลื่น 1800MHz จะต้องดำเนินการต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สัญญาสัมปทานหมดลงแล้ว อย่างไรก็ตาม มาตรการเยียวยา 1800 MHz อยู่ได้แค่ 1 ปีเท่านั้น ดังนั้น  ซิมจะดับจริงๆในวันที่ 15 กันยายน 2557 

ถือว่า กสทช. ต่อสัญญาสัมปทานให้ค่ายมือถือหรือไม่ ?

มาตรการนี้ ไม่ใช่การต่อสัญญาสัมปทาน เพียงแต่ ไม่มีการจัดสรรคลื่นความถี่  แต่ยังให้บริการต่อไป เพื่อให้ผู้ใช้คลื่น1800MHz ซึ่งมีมากถึง 17 ล้านเลขหมาย  ยังสามารถใช้งานเลขหมายเดิมได้ต่อเนื่อง โดยซิมไม่ดับ และมีเวลาในการตัดสินใจว่าจะอยู่ค่ายใหม่ค่ายไหน  รวมถึงเคลียชำระเงินก็ชำระทางช่องทางชำระเงินต่างๆด้วย แต่รายได้ในช่วงหลังสิ้นสุดสัมปทานนี้ รายได้ทั้งหมดจะเข้ารัฐทั้งหมดโดยตรง ไม่มีส่วนแบ่งรายได้ให้กับผู้ให้บริการที่หมดอายุสัมปทาน 1800 MHz แล้ว    ผู้ให้บริการมือถือที่หมดสัมปทานจะปรับเปลี่ยนกลายเป็นผู้ดำเนินการ  ให้กระบวนการย้ายออกของผู้ใช้เกิดความเรียบร้อย หากมีกำไรในช่วงหลังสิ้นสุดสัมปทาน รายได้ รวมถึงกำไรนั้นก็ส่งคืนเข้ารัฐทั้งหมด

มาตรการเยียวยาผู้ใช้คลื่น 1800MHz มีผลจนถึงวันที่เท่าไหร่ ?

มีผลวันที่ 16 กันยายน  2556 โดยสำหรับผู้ใช้บริการคลื่น 1800 MHz จะมีเวลาย้ายค่าย    หรือใช้งานบนคลื่น 1800MHz เดิมนี้ ได้อย่างต่อเนื่อง จนถึง 15 กันยายน 2557 นี้ หากท่านไม่ย้ายไปค่ายใหม่ ซิมจะดับจริงๆ หลังวันที่ 15 กันยายน 2557

3 ก.ย. 2556

“ทีโอที” พัฒนาระบบไอซีทีเสริมภาคการศึกษา



วันนี้ (11 ก.ย.) ที่กระทรวงศึกษาธิการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในโครงการเอ็มโออีเน็ต (MOENet) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน  โดยนายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า ปัจจุบันทีโอทีให้บริการครอบคลุมสถาบันการศึกษากว่า 31,000 แห่งทั่วประเทศ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)

โดย ทีโอที จะขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ต การติดตั้งอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงไว-ไฟ รวมถึงการปรับเพิ่มความเร็วของวงจรอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายนโยบายด้านการศึกษาแห่งชาติ และนโยบายสมาร์ท ไทยแลนด์ ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อเพิ่มศักยภาพระบบการศึกษาของชาติให้เติบโตก้าวหน้า เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน การติดต่อสื่อสาร และค้นคว้าหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพของนักเรียน ครู อาจารย์ รวมถึงการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

"ทีโอที จะขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลด 10  กิกะบิต และอัพโหลดอยู่ที่ 8 กิกะบิต ติดตั้งอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง ทีโอที ไว-ไฟ ครอบคลุมการใช้งานในกระทรวงศึกษา การปรับเพิ่มวงจรอินเทอร์เน็ตวงจรเช่าของหน่วยงานและสถานศึกษา และดีเอสแอล วีพีเอ็น ของหน่วยงาน และสถานศึกษาที่มีระยะทางไม่เกิน 4 กม.ด้วยความเร็ว 8-10 เมกะบิต" นายยงยุธ กล่าว
 
นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของกระทรวงศึกษาคือยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั้งในเมืองและชนบท โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพและการกระจายโอกาสทางการศึกษาเพื่อให้มีระบบการเรียนการสอน ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในโครงการ เอ็มโออีเน็ต ที่เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2545

30 ส.ค. 2556

7 เทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่องค์กรต้องปรับตัว


technology-for-company-organizationเมื่อวันที่  14 สิงหาคม 2556ที่ผ่านมา เอคเซนเชอร์ ได้จัดทำรายงานการวิจัยใหม่เรื่อง “วิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีแห่งปี 2556 (The Accenture Technology Vision 2013) พร้อมนำเสนอ  7 เทรนด์เทคโนโลยี ที่องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและซอฟท์แวร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคดิจิตอลแล้ว 
  • ยกระดับสร้างความสัมพันธ์มิติใหม่กับลูกค้าในยุคดิจิตอล
เทคโนโลยีช่วยให้องค์กรสามารถเข้าใจลูกค้าได้ดีกว่าที่เคยมีมา แต่หลายองค์กรยังไม่ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นและลึกซึ้ง และเพิ่มความภักดีของลูกค้าอย่างเต็มที่ ซึ่งเทคโนโลยีโมบายล์คอมพิวติ้ง เครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ค และบริการที่ออกแบบหรือนำเสนอตรงตาม    ความต้องการและลักษณะการทำงานของลูกค้านั้น ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถติดต่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันบริษัทหลายรายกลับมองว่าช่องทางเหล่านี้เป็นเพียงช่องทางการติดต่อสื่อสารหรือการทำธุรกรรมมากกว่าเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
accenture    นายนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย เอคเซนเชอร์ กล่าวว่า “องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยมีศักยภาพในการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาและยกระดับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่ให้เป็นเพียงการติดต่อทำธุรกรรมโดยทั่วๆ ไป แต่เป็นการสร้างสัมพันธภาพกับกลุ่มลูกค้าแบบเฉพาะตัวที่มีความแน่นแฟ้น โดยการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเชิงลึกและช่องทางดิจิตอลต่างๆในการเข้าถึงข้อมูล จะทำให้เกิดการพัฒนาความสัมพันธ์  กับลูกค้าอย่างลึกซึ้งมากขึ้น  ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์มิติใหม่นี้จะทำให้บริษัทไทยต่างๆ ต้องมี  การปรับเปลี่ยนวิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมทั้งปรับกลยุทธ์การเจาะตลาดใหม่ เพื่อดำเนินการแบบของไอทีและฝ่ายธุรกิจต่างๆ”
  • วางแผนเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ เพื่อข้อมูลที่ “ใช่”
ซอฟท์แวร์แอพพลิเคชั่นระดับองค์กรในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบให้มีฟังก์ชั่นเฉพาะเพื่อรองรับข้อมูลที่สนับสนุนฟังก์ชั่นนั้นๆ  องค์กรจึงมักพบว่า ข้อมูลที่ตนมีอยู่ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ เนื่องจากไม่มีการวางแผนการเก็บข้อมูลที่ธุรกิจต้องการตั้งแต่เริ่มแรก   ดังนั้น องค์กรยุคใหม่ต้องมีกลยุทธ์สำคัญในการได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกซึ่งเป็นข้อมูลที่ธุรกิจของตนต้องการอย่างแท้จริง  โดยเริ่มจากการการวางแผนและออกแบบแอพพลิเคชั่นเพื่อได้ข้อมูล    “ที่ถูกต้อง” และให้ความสำคัญกับข้อมูลเป็นเสมือนสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนผลสัมฤทธิ์ในการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรมีมีแต้มต่อเหนือคู่แข่ง
  • นำข้อมูลมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว (Data Velocity)
นอกจากความหลากหลาย (variety) และปริมาณอันมหาศาล (volume) ของข้อมูลแล้ว ความเร็ว (velocity) เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บริษัทต่างๆ ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง  ด้วยรูปแบบการทำงานได้ทุกที่ (mobility) และการบริโภคไอทีกันอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดการคาดหวังของผู้บริโภคในการเข้าถึงข้อมูล    ที่รวดเร็วฉับไวและการนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ โซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลความเร็วสูง เทคโนโลยี in-memory computing  การวิเคราะห์ข้อมูลสุดล้ำ ระบบดาต้าเวอร์ช่วลไลเซชั่น ระบบการสอบถามข้อมูล (streaming data querying)  ทำให้สามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาใช้ในการตัดสินใจและดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว  ดังนั้น ทักษะในการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละองค์กรจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้มาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วฉับไวก่อนที่จะสูญเสียโอกาสดีๆ ไป

  • ใช้ ‘โซเชียล’ ในการทำงานภายในองค์กร  
การนำกลไกแบบ ‘โซเชียล’ ที่พนักงานมีความคุ้นเคยและใช้กันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว มาใช้ในกระบวนการทำงานและสื่อสารภายในองค์กร  จะสามารถเพิ่มประสิทธิผลใน  การทำงานได้มากขึ้น ดังนั้น การประสานงานในการทำงานอย่างราบรื่นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้โซเชียลมีเดียของพนักงาน แต่ต้องเกิดจากการขับเคลื่อนให้งานและกระบวนการต่างๆเป็นไปในรูปแบบ ‘โซเชียล’ ยิ่งขึ้น

  • ขับเคลื่อนการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นระบบเครือข่ายด้วยซอฟท์แวร์
ปัจจุบัน ธุรกิจต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของระบบ                 แอพพลิชั่น เครือข่าย และช่องทางการสื่อสารต่างๆ  ส่งผลให้การควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลเป็น                สิ่งหนึ่งที่ท้าทายที่สุดของฝ่ายไอทีในองค์กร   การทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นหรือระบบเสมือนของเครื่องเซิร์ฟเวอร์อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีด้านอื่นๆ  ทำให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่ระบบเครือข่ายส่วนใหญ่ยังไม่มีการทำเวอร์ช่วลไลเซชั่นแต่อย่างใด โซลูชั่น software-defined networking หรือ SDN เป็นโซลูชั่นการจัดการเครือข่ายโดยใช้ซอฟท์แวร์แทนระบบฮาร์ดแวร์ เพื่อให้องค์กรต่างๆมีความคล่องตัวในการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งยังสามารถตั้งค่าการต่อเชื่อมของระบบต่างๆ ได้ใหม่โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนคุณสมบัติตามปกติที่มีอยู่เดิม  ดังนั้น ธุรกิจต่างๆ จึงสามารถดูแลและบริหารการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ผนวกรวมบริการคลาวด์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้านระบบเครือข่ายได้เพิ่มขึ้น

  • มาตรการรุกและตั้งรับภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ยุคใหม่
แม้ว่าเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยจะมีพัฒนาการที่ล้ำหน้าอย่างมาก แต่การป้องกันธุรกิจในยุคดิจิตอลยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างต่อเนื่อง  ช่วงนี้ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ได้แพร่ขยายลุกลามสู่   อุปกรณ์ที่มีหลากหลายขึ้น ผู้ใช้งานที่มีจำนวนมากขึ้น และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายกว้างขึ้น  ดังนั้น                การรักษาความปลอดภัยระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพที่สุดจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุกที่เป็นมากกว่า               การป้องกัน ฝ่ายไอทีไม่เพียงต้องอัพเดทความรู้เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยอยู่เสมอ แต่จะต้องรู้เท่าทันและรู้จักกับผู้คุกคาม  สามารถปรับเปลี่ยนมาตรการป้องกันขององค์กรให้สอดคล้องกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นด้วย  ทั้งนี้องค์กรต้องใช้สถาปัตยกรรมระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีที่มีความยืดหยุ่น และมีมาตรการป้องกัน”เชิงรุก” เพื่อจัดการและรับมือกับการคุกคามในรูปแบบต่างๆ

  • เพิ่มคุณค่าแก่ธุรกิจด้วยเทคโนโลยีคลาวด์  
เทคโนโลยีคลาวด์มาพร้อมกับคุณประโยชน์อันมหาศาล และพร้อมช่วยเหลือบริษัทต่างๆ พัฒนาธุรกิจของตนให้แตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่ง สามารถนำสินค้าและบริการออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ
การทำงานมากขึ้น และตอบสนองโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น   ถึงเวลาที่ธุรกิจต่างๆ ต้องถามตนเองแล้วว่า “เราควรใช้เทคโนโลยีคลาวด์อย่างไร?” มากกว่า “ทำไมเราจึงต้องใช้เทคโนโลยีคลาวด์?”  องค์กรหลายแห่งได้ติดตั้งเทคโนโลยีคลาวด์บนระบบไอทีแบบเดิมและนำไปใช้กับซอฟท์แวร์ที่มีอยู่เดิมเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมแบบ “ไฮบริด” ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวนั้น องค์กรดังกล่าวต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้องและชัดเจนและสามารถเข้าถึงทักษะ สถาปัตยกรรม การกำกับดูแล และการรักษาความปลอดภัยของแอพพลิเคชั่น แพลตฟอร์ม และระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่อยู่ในระบบคลาวด์
“ปัจจุบัน ความท้าทายที่แท้จริงของธุรกิจไทยในยุคดิจิตอล คือ การสร้างโมเดลธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและสามารถรองรับสภาพแวดล้อมที่ใช้ซอฟท์แวร์และแอพพลิเคชั่นเป็นแรงขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่น และเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จดังกล่าว องค์กรต่างๆ ต้องนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่ยังไม่มีการจัดระเบียบและมีปริมาณมหาศาล เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดและสามารถนำมาใช้     ขับเคลื่อนธุรกิจของตนให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ใช้โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างเต็มที่ เพิ่มความภักดีของลูกค้า และสร้างผลสัมฤทธิ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น”  นนทวัฒน์ กล่าวปิดท้าย